วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

งักฮุย เทพเจ้าแห่งความจงรักภักดี






เยียะหว่างเมี่ยงหรือศาลเจ้างักฮุยเป็นสถานที่ฝังศพและสถานที่ระลึกถึงจอมทัพผู้เกรียงไกรที่รักษาเกียรติยิ่งชีวิตของตนผู้หนึ่งในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ประมาณ 950 ปีก่อน งักฮุยเป็นลูกกำพร้าพ่อ เนื่องในคราวเกิดอุทกภัยพ่อจับแม่ที่กำลังอุ้มงักฮุยในอกใส่ตุ่มเมื่อเกิดน้ำท่วม พ่อถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากพัดไปจนเสียชีวิต ตุ่มที่ใส่แม่และงักฮุยลอยไปติดเมืองหนึ่งหลังจากน้ำลดลงและแล้วแม่ก็เลี้ยงลูกจนโต งักฮุยได้รับการอบรมจากแม่และอาจารย์เป็นอย่างดี จึงเข้ารับราชการทหาร เนื่องด้วยสมัยนั้นชนเผ่าเหลียวและจินบุกรุกฮั่น จนต้องย้ายราชานีมาตั้งอยู่ที่หางโจวและตั้งชื่อเมืองหลวงใหม่หลินอานงักฮุยเป็นจอมทัพที่มีความสามารถและจงรักภักดีต่อชาติ ต่อต้านข้าศึกอย่างกล้าหาญ แต่เนื่องจากฮ่องเต้และมหาอุปราชฉินไคว่ขี้ขลาดยอมจำนนและใช้อำนาจสูงสุด 12 ป้ายทอง เรียกตัวงักฮุยกลับจากสนามรบและใส่ร้ายนานาชนิดโดยใช่เหตุ และแล้วก็หาเรื่องประหารงักฮุยและลูกอายุ 17 ปีจนเสียชีวิต ชาวบ้านผู้หนึ่งนำศพของงักฮุยฝังและทำตำหนิไว้ พร้อมทั้งสร้างสถานฝังศพหลายแห่งและบอกลูกว่าเมื่อไรมีฮ่องเต้ที่ดี จึงบอกหลุมฝังศพจริงให้ทราบ หลังจากพระเจ้าเกาจงฮ่องเต้ จ้าวโกวสิ้นพระชนม์ พระเจ้าเสี้ยจงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ มีนโยบายที่ค่อนข้างเอาใจประชาชนและราชการแผ่นดิน จึงเปิดเผยที่ฝังศพอันแท้จริงของงักฮุย พระเจ้าเกาจงขอให้ย้ายศพของงักฮุยผู้รักชาติมาฝังริมทะเลสาบอย่างสมเกียรติแบบเจ้าเมือง และหล่อรูปเหล็กของกังฉินไคว่และเมียพร้อมทั้งผู้เกี่ยวข้องที่ใส่ร้ายงักฮุยคนให้คุกเข่าหน้าสุสานของงักฮุยและเยียะหยุนและประตูทางเข้าหลังกังฉินมีกลอนคู่เขียนว่าธรณีมีโชคที่ฝังศพผู้จงรักภักดี เหล็กบริสุทธิ์เสียดายที่เอามาปั้น คนสารเลว คนหางโจวก็ยังไม่หายแค้นกับผู้ที่เลวร้ายต่อแผ่นดิน จึงนำเอาแป้งหมี่ปั้นเป็นคน 2 คน เอามาผูกให้ติดกัน นำมันให้สะใจ ถึงกระนั้นก็ยังไม่หายแค้นยังเอามันมาเคี้ยวกิน เพระชื่อฉินไคว่ก็อ่านว่า คุ่ยจึงว่าน้ำมันทอดฉินคุ่ยเดี๋ยวนี้คนไทยเรามักจะเรียกกันผิดฯถูกฯปาท่องโก๋ นั้นคือคำแปลของขนมจิ้มน้ำตาลทรายขาวปาถ่องโก้ว





VIVA plus (วีว่า พลัส) น้ำองุ่นสกัดเข้มข้น คุณค่าดื่ม 1 ออนซ์=ไวน์แดง 15 ขวด ค่าการต้านอนุมูลอิสระ orac score สูงที่สุดในโลก 244,050 รับรองโดย แล็บ Brunswick หน่วยงานในสังกัดของ คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โด่งดังจากคลิป โดมกินวิตามิน ในyoutube


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

Leadership Gold : ผู้นำมือทอง




Leadership Gold : ผู้นำมือทอง


บทความที่นำเสนอสรุปประเด็นจากหนังสือเรื่อง Leadership Gold: Lessons I've Learned from a Lifetime of Leading แต่งโดย John C. Maxwell ผู้แต่งได้นำเสนอวิธีการปฏิบัติตัวและแนวคิดที่ผู้นำพึงจะมี

มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

1. ผู้นำที่ดีต้องรู้จักบริหารจิตใจตนเอง ในที่นี้คือ

- มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือและเป็นมิตร น่าเคารพ รู้จักผิดชอบชั่วดี มีความยุติธรรม รู้จักรักษาคำพูด ไม่อวดเบ่งหรือบ้าอำนาจ ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจให้ลูกน้องเคารพยำเกรง เพราะถ้าลูกน้องเกิดความหวาดกลัว เขาจะไม่กล้าบอกข้อมูลหรือเสนอความคิดเห็นใด ๆ ซึ่งอาจทำให้เราพลาดข้อมูลที่ดีที่สุดไป เพราะผู้แต่งเชื่อว่าลูกน้องเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกน้องที่ต้องพบปะลูกค้าโดยตรง

- พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง และอย่าทำในสิ่งที่เราจะต้องเสียใจในภายหลังเช่น การระเบิดอารมณ์ใส่ลูกน้องเพียงเพื่อระบายความเคร่งเครียดและอึดอัด

- มีความอดทนอดกลั้น หัวหน้าที่ดีจะต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราเช่น ในการสั่งงานจะต้องรู้จักมองดูสถานการณ์ที่เป็นอยู่ มองดูลูกน้องว่าตามทันและเข้าใจในสิ่งที่เราอธิบายหรือไม่ และรู้จักมองกลับว่าวิธีการที่เรามอบหมายงานนั้นมันถูกต้องและเหมาะสมแล้วหรือ และถ้าเราเป็นเขา เราจะทำได้ไหมในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้นำที่ดีจะต้องเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นด้วย

- รับผิดชอบในการกระทำและการตัดสินใจของตนเองเช่น ในกรณีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้นำที่ดีจะต้องรับผิดชอบทุกอย่าง แม้ว่าความผิดพลาดดังกล่าวจะเกิดจากลูกน้องก็ตาม เพราะความผิดพลาดของลูกน้องก็คือ ความผิดพลาดของตัวผู้นำเองที่มองไม่ออกว่า ควรเลือกลูกน้องคนใดมารับผิดชอบงานดังกล่าว หรือในกรณีที่ไม่มีลูกน้องให้เลือกมากนัก ทำให้จำเป็นต้องมอบหมายงานให้บุคคลดังกล่าว ผู้นำเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ข้อจำกัดนี้เพื่อปัดความรับผิดชอบ เพราะตัวผู้นำเองย่อมมีสิทธิที่จะติดตามงานที่มอบหมายไปแล้วได้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

- รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและองค์กร


2. วิธีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวหน้า

วิธีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการทำงานของตนเองในฐานะที่เป็นหัวหน้าได้ด้วย วิธีการดังกล่าวมีดังนี้

- สังเกตว่าลูกน้องมีความสามัคคี ปรองดอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือไม่ หรือทะเลาะเบาะแว้งปัดแข้งปัดขากันไม่เว้นแต่ละวัน ผู้แต่งกล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างในกรณีที่สองแสดงว่า หัวหน้ามีการบริหารที่ผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว

- เมื่อหัวหน้าสั่งงานแล้ว ลูกน้องทำตามหรือไม่ ถ้าไม่ทำตาม แสดงว่าเริ่มมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นเช่น หัวหน้าอาจจะเลือกใช้คนผิด กลยุทธที่มอบหมายให้ลูกน้องอาจนำไปใช้ไม่ได้ในสถานการณ์จริง หรือหัวหน้าไม่มีการตามงานอย่างจริงจัง เป็นต้น

- ลูกน้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปตามที่เราต้องการหรือไม่เช่น ถ้าองค์กรเน้นการทำงานเป็นทีม ลูกน้องก็ต้องมีการพัฒนาเป็นไปตามแนวทางดังกล่าวด้วย

- ลูกน้องมีการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและทางด้านคุณธรรมหรือไม่ ในที่นี้คือ ลูกน้องเก่งขึ้นและเป็นคนดีขึ้นหรือไม่ เพราะผู้แต่งเชื่อว่า การสกัดกั้นลูกน้องจากการคดโกงและฉ้อฉลนั้น นอกจากจะใช้วิธีการวางระเบียบและข้อบังคับในองค์กรให้รัดกุมและง่ายต่อการตรวจสอบแล้ว การพยายามปลูกฝังคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพจิตใจของลูกน้องให้รู้จักผิดชอบชั่วดีก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้นำจะต้องให้ความสำคัญ และสิ่งนี้ยังใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพในการบริหารงานของผู้นำได้อีกด้วยเช่น ถ้าผู้นำยิ่งบริหารแล้วลูกน้องยิ่งโกงกันมากขึ้น แสดงว่าตัวหัวหน้ามีความไม่ชอบมาพากล หรือไม่ก็มีความสามารถไม่พอที่จะจูงใจให้ลูกน้องมีความรักในองค์กรรักในอาชีพที่ตนเองทำ


3. เป็นผู้ฟังที่ดี

การเป็นผู้ฟังที่ดีนอกจากจะแสดงถึงการให้เกียรติอีกฝ่ายแล้ว การฟังยังช่วยให้เราได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งสามารถนำไปช่วยในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี เพราะการจะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยข้อมูลจากตำราเกี่ยวการบริหารจัดการ ประสบการณ์จริงในการทำงาน และความร่วมมือที่ดีจากเพื่อนร่วมงาน


4. ทำงานในสิ่งที่เรารักและมีความถนัด

สิ่งที่จะบอกได้ว่า เราได้ทำงานในสิ่งที่เราชอบและมีความถนัดหรือไม่คือ เราจะต้องมีความสุข ไม่เหนื่อย และไม่รู้สึกว่าเรากำลังทำงานอยู่


5. รู้จักมองหาจุดแข็งของลูกน้อง

ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักพัฒนาจุดแข็งของลูกน้องเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ส่วนจุดอ่อนของลูกน้องนั้น ผู้นำที่ดีจะต้องคอยตักเตือนและแนะนำไม่ให้ลูกน้องเพลี่ยงพล้ำหรือทำผิดพลาดเพราะจุดอ่อนดังกล่าวเช่น ลูกน้องที่มีความสามารถในการทำงานดีเยี่ยมแต่มีมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานติดลบ ในฐานะหัวหน้า เราจะต้องชี้ให้ลูกน้องเห็นถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากลักษณะนิสัยดังกล่าว เป็นต้น ผู้แต่งได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเลือกที่จะมอบหมายงานให้ลูกน้องนั้นนอกจากจะดูที่จุดอ่อนและจุดแข็งของลูกน้องให้เหมาะสมกับงานแล้ว หัวหน้าจะต้องดูที่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความสมัครใจในการทำงานนั้น ๆ ของลูกน้องด้วย เพราะถึงแม้ว่าลูกน้องจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าใจเขาไม่อยากทำ งานทุกอย่างจะล้มระเนระนาดอย่างไม่เป็นท่า หรือไม่ก็ไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ ทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวเราเองถูกบังคับให้ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่ถนัด ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ

เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปล่อยให้หายนะเกิดขึ้นโดยไม่สนใจใด ๆ เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าที่ยัดเยียดให้เราทำงานชิ้นนี้เอง บุคคลที่คิดเช่นนี้จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะจิตใจคอยแต่จะปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ผู้แต่งจึงแนะนำว่า ถ้าเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เราควรเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ว่า เมื่อรับงานมาแล้วเราต้องทำอย่างสุดความสามารถ และตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง สิ่งไหนทำไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องหาคนช่วยเช่นปรึกษาหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน อย่ากลัวเสียหน้าเพราะงานเป็นเรื่องของส่วนรวม จงอย่าเอาความเป็นตัวกูของกูมาทำลายความก้าวหน้าขององค์กร


6. มีความสามารถในการจัดการประชุม ในที่นี้

6.1 ผู้นำที่ดีจะต้องชี้แจงให้ลูกน้องทราบก่อน ดังนี้
- หากจะเสนอความคิดเห็นหรือแผนงานใด ๆ จะต้องมีการพูดคุยกันนอกรอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความเป็นไปได้ในสิ่งที่จะเสนอเสียก่อนที่จะเข้าประชุม

- วาระการประชุมแต่ละครั้งคืออะไร ประชุมไปเพื่ออะไร และเราจะได้อะไรบ้างจากการประชุมครั้งนี้

6.2 ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถจับประเด็นและสรุปได้อย่างชัดเจนเป็นข้อ ๆ ในระยะเวลาไม่นานนัก และต้องรู้จักสะกัดกั้นลูกน้องพวกวิตกจริตที่ชอบพูดนอกประเด็นหรือเน้นแต่เรื่องปัญหามากจนเกินไป ทำให้การประชุมยืดเย้อเสียเวลาในการทำงาน

6.3 ผู้นำที่ดีจะต้องหมั่นตามงาน อย่าคิดว่าสั่งแล้วลูกน้องจะต้องทำได้ เสมอไป เพราะบางครั้งลูกน้องเองก็ไม่รู้ว่า เขาทำผิดตรงไหนและควรแก้ไขอย่างไร และข้อดีของการตามงานคือ ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรในการตามแก้ไขงานหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

6.4 ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถสร้างบรรยากาศในการทำงานเป็นทีมให้เกิดขึ้นในที่ประชุมให้ได้


บทความโดย
ดร.บุญชัย โกศลธนากุล



ธุรกิจ อารากอนเวิลด์54
ช่องทางสู่อิสระภาพทางการเงินและเวลา
ที่ทันสมัยที่สุด!!! ในเวลานี้...
เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่รวม3เทรนด์แห่งศตวรรษ เป็นหนึ่งเดียว..คลิ๊ก!!!





ปลุกพลังแห่งความรู้สึกเพื่อเป็นนายเหนือความคิด




ปลุกพลังแห่งความรู้สึกเพื่อเป็นนายเหนือความคิด

บทความนี้สรุปประเด็นจากหนังสือเรื่อง Intuition แต่งโดย Osho ผู้แต่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน1,000 บุคคลสำคัญของโลก ผู้กำหนดแนวคิดแก่มหาชนในช่วงศตวรรษที่ 20 และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบบุคคลสำคัญระดับโลกในกลุ่มของมหาตมะคานธี เนรู และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าผู้แต่งจะเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 1990 คำสอนของท่านก็ยังถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกจวบจนถึงปัจจุบัน ผู้แต่งเชื่อว่า ลำพังพลังแห่งความคิดอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เรามีความสุขและประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความรู้สึกซึ่งเป็นการแสดงออกของพลังจิตเป็นตัวช่วยนำทางชีวิตและกลั่นกรองความคิดให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผู้แต่งได้อธิบายถึงพลังแห่งความรู้สึกดังกล่าว มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้


มนุษย์เราทุกคนมีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญ 3 ประการด้วยกันคือ


1) ใจ เป็นตัวก่อให้เกิดพลังแห่งความรู้สึก
ความรู้สึกเกิดจากการทำงานของสมองข้างขวาซึ่งเป็นประตูไปสู่พลังจิต พลังนี้จะช่วยบอกเราว่าสิ่งไหนใช่หรือไม่ใช่ สิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ เราจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และรู้จักคิดนอกกรอบ

2) สมอง เป็นตัวก่อให้เกิดพลังแห่งความคิดความคิดเกิดจากการทำงานของสมองข้างซ้ายซึ่งส่งผลให้เราคิดอย่างมีเหตุมีผลตามข้อมูลหรือความเชื่อที่เราได้รับการอบรมสั่งสอน จากการศึกษาเล่าเรียน จากประสบการณ์ในอดีต และจากค่านิยมของสังคม ระบบความคิดจึงมีข้อจำกัดเมื่อใดก็ตามที่เราประสบกับสิ่งที่นอกเหนือสิ่งที่เรารู้มา เราจะงุนงงและสับสน คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกหรือไม่ก็คิดผิดทำผิดเรื่อยไป

3) ร่างกาย เป็นตัวก่อให้เกิดสัญชาตญาณ สัญชาตญาณคือการทำงานตามธรรมชาติของมนุษย์เช่น การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร และการไหลเวียนโลหิต เป็นต้น สัญชาตญาณทำงานอย่างซื่อสัตย์และเที่ยงตรงแต่มนุษย์มักใช้พลังแห่งความคิดทำลายระบบการทำงานของร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัวเช่น เมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนก็ไม่ยอมนอนแต่กลับกินกาแฟแทน เพราะคิดว่าไม่เป็นไรแต่ในระยะยาวสุขภาพก็จะเสื่อมโทรม เป็นต้น


ลักษณะของความคิด
ความคิดจะมีการตีความเป็นสองลักษณะตรงข้ามกันเช่น ถูก-ผิด ดี-ชั่ว ชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย เป็นต้น ความคิดจะเกิดขึ้นตลอดเวลาและมักเป็นไปในแง่ลบ ความคิดจะวิ่งสลับไปมาระหว่างเรื่องในอดีตและเรื่องในอนาคต ถ้าเราเชื่อความคิดเราจะมีแต่ความทุกข์เพราะจิตจะไม่ว่าง คอยครุ่นคิดถึงเรื่องอดีตซึ่งมักเป็นเรื่องในแง่ลบหรือกังวลถึงเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง


ลักษณะของความรู้สึก
พลังแห่งความรู้สึกมีลักษณะคือ สงบ ว่องไว รวดเร็ว และเบิกบาน มีแต่การรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีการเติมสีปรุงแต่ง ไม่มีความสงสัย ไม่มีความคิด ไม่มีการตัดสินว่าถูกหรือผิด ความรู้สึกจะเกิด ณ เวลาปัจจุบัน


คุณประโยชน์ของพลังแห่งความรู้สึก
1. เป็นเข็มทิศช่วยนำทางชีวิต ทำให้เรารู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ รู้ว่าเราเกิดมาทำไมและควรจะทำอะไรต่อไปในชีวิต
2. ช่วยให้เรามีความสุข
3. ช่วยให้เราอ่านคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
4. รู้ผิดชอบชั่วดี รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้เวลา รู้สถานที่และรู้บุคคล


วิธีสร้างพลังแห่งความรู้สึก

1. เห็นโทษของความคิดว่ามันไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขหรือเจริญรุ่งเรืองเท่าไรนัก

- พยายามกำจัดความคิดที่ผิดออกจากใจเช่น หยุดเปรียบเทียบ หยุดจับผิด หยุดอิจฉาริษยา หรือลอกเลียนแบบผู้อื่น เราก็เป็นเรา เค้าก็เป็นเค้า หากเราอยากเป็นอะไรก็จงสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา

- ทิ้งระบบความเชื่อต่าง ๆ ที่ถูกสั่งสอนมาทั้งหมด ทำใจสบาย ๆ ทำใจให้เหมือนเด็ก

- อยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ผ่านไปแล้วให้มันจบไปและอย่าคิดเกินหรือเป็นกังวลถึงอนาคตจนเกินเหตุ

2. ฝึกสร้างความรู้สึก

- หยุดคิด หยุดหาเหตุหาผล รับรู้และไม่คิดต่อ และพยายามรู้สึกในทุกอิริยาบถ รู้เนื้อรู้ตัว ตั้งใจมอง ตั้งใจฟัง ตั้งใจพูด

- หัดมองและหัดฟังมากกว่าหัดพูดหัดคิด

- หัดถามความรู้สึกตัวเองบ่อย ๆ ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร

3. ทำความสงบด้วยวิธีอะไรก็ได้เช่น สวดมนต์หรือทำสมาธิ ในระหว่างที่ทำเราจะต้องมีความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

4. ฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าและทำความรู้สึกถึงกล้ามเนื้อและกระดูก เมื่อร่างกายมีการขยับหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ในทุกอิริยาบถ

5. หาเวลาไปสัมผัสธรรมชาติ หัดมองสุมทุมพุ่มไม้และสิ่งแวดล้อมรอบตัวบ้าง

6. ฝึกทำตัวเป็นคนดี พูดดี ทำดี คิดดี เห็นอกเห็นใจและมีน้ำใจต่อผู้อื่น

7. หัดปล่อยวาง อย่าบังคับตัวเองมากนัก ทำทุกอย่างให้อยู่ในทางสายกลาง เลิกเก็บกดเมื่อรู้สึกอย่างไรก็ยอมรับและรับรู้ตามความเป็นจริง สบาย ๆ แต่มีความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต

8. สร้างระบบความคิดที่ถูกต้องในจิตใจ

- ตั้งจิตว่าเกิดมาแล้วต้องมีความสุข ความสุขที่เกิดจากข้างในจากสภาวะจิตที่สงบ เบาสบาย และเยือกเย็นนั้น เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง การรอคอยความสุขจากวัตถุสิ่งของภายนอกหรือจากบุคคลอื่น เช่น ฉันจะมีความสุขถ้าฉันมีบ้านมีรถหรือได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะมีความสุขถ้าฉันมีเจ้านายที่ดีกว่านี้ หรือฉันจะไม่มีความสุขถ้าคนรอบข้างฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ การคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดเพราะเรากำลังจะฝากความสุขฝากชีวิตของเราไว้กับปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งสิ่งที่เราปรารถนา มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขอย่างที่เราหวังก็ได้

- พยายามขจัดความเป็นตัวกูของกูซึ่งแสดงให้เห็นได้จากความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความอาฆาตพยาบาท ความอยากมีอยากเป็นอยากได้ ความเบื่อหน่ายเซ็งชีวิต เป็นต้น

- โลภโมโทสันให้น้อยลง พอใจในสิ่งที่ตนมี

- เจริญเมตตา จิตที่เมตตาจะเบิกบาน ผ่องใสและว่องไว ทำให้สร้างพลังแห่งความรู้สึกได้ ง่าย

- พยายามรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ การทำผิดศีลธรรมจะทำให้สติแตกสมาธิกระเจิง ความรู้สึกก็ย่อมจะไม่เกิด

- หัดเจริญมรณานุสติ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อไร ฉะนั้น เราควรรีบทำในสิ่งที่เป็นเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สิ่งที่ไม่จำเป็นและไร้สาระก็ให้ปล่อยวางเสีย


บทความโดย
ดร.บุญชัย โกศลธนากุล



ธุรกิจ อารากอนเวิลด์54
ช่องทางสู่อิสระภาพทางการเงินและเวลา
ที่ทันสมัยที่สุด!!! ในเวลานี้...
เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่รวม3เทรนด์แห่งศตวรรษ เป็นหนึ่งเดียว..คลิ๊ก!!!