วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ทางลัดการสร้างความฉลาดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ





ทางลัดการสร้างความฉลาดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ


ความฉลาด เป็นความสามารถของสมองที่จะคิดเลือกสิ่งที่ดีแก่ตน ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ซึ่งเป็นธรรมชาติ คนเราเกิดมาแล้วสื่อสารกันด้วยสัญญลักษณ์ที่เรียกว่าภาษาเพื่ออธิบายหรือเล่าสิ่งต่างๆให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาษา คำศัพท์ต่างๆเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งต่างๆทางธรรมชาติ การเข้าใจ จำได้จากภาษาที่ใช้แทนสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
การสร้างความฉลาดซึ่งเป็นธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติซึ่งเป็นจริงยิ่งกว่าคำอธิบายทางภาษา เช่น คำศัพท์ก้อนหิน แทนวัตถุที่แข็งมีน้ำหนักมาก เมื่อได้เห็นของจริงรับรู้และสัมผัสกับความจริงของสิ่งที่เรียกว่าก้อนหิน คนจะเข้าใจได้ดีกว่าการอธิบายด้วยคำศัพท์ทางภาษา หรือคำว่าความสุข อธิบายอย่างไร ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับผู้ที่ได้รับรู้ความสุข(ความสมหวังตามต้องการ) ดังนั้นความฉลาดหรือฉลาดอย่างมาก (อัจฉริย)จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ฉลาดเอง ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วยคำศัพท์ทางภาษาที่ใช้สื่อสาร ซึ่งมีคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมากมายเมื่อมีการค้นพบสิ่งต่างๆทางธรรมชาติมากขึ้น

การเรียนรู้ทางธรรมชาติ เกิดศาสนาคำสอนใหม่ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ค้นหาความจริงจากธรรมชาติ และมีกระบวนการที่ซับซ้อนวุ่นวายในการอธิบายสิ่งต่างๆที่เป็นธรรมชาติ ที่จริงวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังศาสนาต่างๆอย่างมากโดยเฉพาะพุทธศาสนาคำสอนเพื่อความรู้ความจริงทางธรรมชาติ รวมทั้งการทำงานของร่างกายและจิตใจ เช่น กระบวนการทำงานของสมอง สิ่งกระตุ้นภายนอกหรือภายใน ตัวรับความรู้สึก การนำสัญญาณประสาทเข้าสู่สมอง การรับรู้ การคิด การจำ ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือกลางๆ เกิดการตอบสนองด้วยการคิดการกระทำ หรือการพูด เช่นเมื่อมีรูปภาพ ตามองเห็นรูปภาพ ส่งสัญญาณประสาทเข้าสู่สมอง สมองรับรู้ว่ามีรูปภาพ คิดว่ารูปอะไร จำว่าเป็นรูปอะไร เกิดความรู้สึกไปตามสิ่งที่คิดว่าเป็นรูปนั้น รูปสวยพึงพอใจเกิดความสุข รูปน่ากลัวเกิดความทุกข์ ตอบสนองโดยเข้าไปดู เดินหนี หรือมองเฉยๆ เป็นต้น การเข้าใจกระบวนการทางธรรมชาติดังกล่าวทำให้เข้าใจวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดจากการคิด การเข้าใจการคิด หรือรู้เหตุรู้ผลต่างๆ สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พุทธศาสนา คำสอนเพื่อความรู้เป้นวิทยาศาสตร์มานานมุ่งสอนคนให้ฉลาดมีความรู้เท่าทันความจริงทางธรรมชาติด้วยธรรมชาติ ต้องการให้ฉลาดพ้นทุกข์ สู่ความสุข หาเหตุที่ทำให้พ้นทุกข์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย เมื่อความจริงทางธรรมชาติมีเกิดก็ต้องมีทุกข์มีเจ็บมีตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย ทำอย่างไรจะไม่ต้องเกิดมาพบความทุกข์ที่เป็นจริงทางธรรมชาติหาทางพ้นทุกข์วิธีที่ไม่ต้องมาเกิดอีก หลุดพ้นทุกข์จากโลกหรือธรรมชาติอยู่เหนือโลกหรือธรรมชาติ โดยรู้ว่าคนเกิดมาจากความอยาก และความโง่ เมื่อฉลาดที่สุดก็จะหาวิธีไม่อยาก ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายจากความเกิดเมื่อเห็นภัยของการเกิดมาพบความทุกข์

หรือพูดให้ง่ายตามวิธีของคนฉลาดอัจฉริย คือ ทำให้เห็นความจริงของภัยทางธรรมชาติเกิดแก่เจ็บตายทุกข์ เกิดความกลัว เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากมาเกิด และกลับเข้าสู่ธรรมชาติที่เป็นความสุขสงบ มีคำศัพท์ที่เรียกความสุขที่แท้จริง เช่น นิพพาน ปราศจากความร้อน สิ่งเสียดแทง

การจะรู้จักคำดังกล่าวไม่สำคัญเท่ารับรู้ตามความเป็นจริง เช่นลองลิ้มรสของความสุขง่ายๆที่คล้ายนิพพาน เช่น เดินจากที่ร้อนไปสู่ที่เย็นสบาย ก็จะรู้ว่านิพพานเป็นอย่างไรความสุขจากการพ้นความร้อนพบความเย็น นิพพานของจริงเป็นความสุขแท้ถาวร ต่างจากความสุขทางโลกที่ลองให้รับรู้ง่ายๆด้วยวิธีดังกล่าว บางคนสอนว่าเหมือนไปสู่แดนสุขาวดีสร้างภาพต่างๆเป็นสถานที่ที่ดูน่าอยู่มีความสุขมากมายเพื่อเปรียบเทียบ เช่น นักบวชบางคนมัวแต่คิดว่าจะเป็นอรหันต์อย่างไรมัวแต่คิดวิธีต่างๆอยากเป็นอรหันต์ ก็เป็นไม่ได้สักที บางท่านเลิกคิดปล่อยวาง กำลังจะล้มตัวลงนอนพ้นจากสภาวการอยากเกิด เลยบรรลุอรหันต์(ปราศจากความอยาก ที่เรียกว่ากิเลส) ขณะที่ไม่ได้คิด เพียงเลิกคิด เลิกอยาก ไม่อยู่ในท่านั่ง ไม่อยู่ในท่านอน กำลังจะล้มตัวลงนอนปล่อยวางทุกอย่างก็เกิดความฉลาดคิดได้เป็นอัจฉริยเพียงการเลิกคิดเลิกนั่ง ปล่อยวางล้มตัวลงนอน
คิดได้โดยการเลิกคิด อัจฉริยด้วยการเลิกอยาก

ทางลัดสู่ความฉลาดไม่ได้มาด้วยกระบวนการวิธีที่วุ่นวายซับซ้อน ด้วยความจำด้วยความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีฝึกสมองวิธีต่างๆ40วิธีที่พัฒนาคลื่นพลังสมอง และไม่ได้มาด้วยความอยาก

ความฉลาดเกิดขึ้นได้ง่ายดายด้วยการเข้าใจความจริงทางธรรมชาติ ไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว เกิดตามธรรมชาติของเหตุที่ส่งผล เช่น ไม่อยากเกิด ก็ไม่ต้องเกิด หมดความทุกข์ พบบรมสุข

ที่จริงพระพุทธเจ้า อัจฉริยบุคคล สอนสิ่งที่ง่ายๆไม่ยาก สอนให้ฉลาดอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระด้วยความฉลาด ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย เด็ก ผู้หญิง คนแก่ คนใกล้ตาย ไม่จำกัดสถานที่ ข้างถนน ในป่า ในวัด ในเมือง ไม่จำกัดเวลา เช้า สาย บ่ายเย็นกลางคืน ไม่จำกัดสภาวะชนชั้น วรรณะ คน เทวดา สิ่งที่ไม่มีกาย นักบวช ชาวบ้าน ไม่จำกัดด้วยเครื่องนุ่งห่ม ไม่แสวงหาผลประโยชน์ สอนฟรี เพราะท่านต้องการให้คนฉลาดพ้นทุกข์ คำสอนเรียบง่าย สอนได้ตรงตามสภาวะของผู้ที่จะสอน เช่น ขุนนางเมาเหล้าเสียใจที่นางระบำสวยๆตาย เกิดความทุกข์สร่างเมา ท่านสอนเพียงไม่กี่ประโยคก็พ้นทุกข์เกิดความฉลาดเป็นอรหันต์ทั้งที่ไม่ได้บวช เมื่อใดเข้าใจความจริงทางธรรมชาติคือมีดวงตาเห็นธรรม เลิกอยาก เลิกคิดมาเกิดก็พ้นทุกข์ไม่กลับมาเกิดให้เจอทุกข์ ท่านไม่เคยสอนอะไรที่ยากเช่นการกระทำก่อนที่ท่านจะเป็นอัจฉริยบุคคล ท่านสอนง่ายๆรวดเร็วเมื่อท่านฉลาดในเวลาเพียงข้ามคืน แม้แต่เด็กก็บรรลุอรหันต์ปราศจากความอยากได้ พบกับความบรมสุขจริง


คนเราที่เกิดมาควรพัฒนาสมองเพื่อให้บรรลุสภาวธรรมชาติ อัจฉริย ฉลาดอย่างแท้จริง และพ้นทุกข์สู่บรมสุขให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มีสมองที่ดี และไม่ควรไปเสียเวลากับวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน

ดังนั้นอาจสรุปวิธีการฝึกสมองเพื่ออัจฉริยที่ลัดสั้นเร็ว โดย กระบวนการทางธรรมชาติ ที่ไม่ยุ่งยาก พิจารณาให้เกิดความเข้าใจความจริงของเหตุผลทางธรรมชาติ แก้ไขที่เหตุก็ส่งผลให้เป็นไปตามต้องการ


ธุรกิจ อารากอนเวิลด์54
ช่องทางสู่อิสระภาพทางการเงินและเวลา
ที่ทันสมัยที่สุด!!! ในเวลานี้...
เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่รวม3เทรนด์แห่งศตวรรษ เป็นหนึ่งเดียว..คลิ๊ก!!!




วิถีขงจื๊อสู่ความเป็นเลิศเหนือคน

วิถีขงจื๊อสู่ความเป็นเลิศเหนือคน


วิถีขงจื๊อสู่ความเป็นเลิศเหนือคน
ขงจื๊อ เป็นนักคิดคนสำคัญยิ่งของโลก เป็นทั้งนักการศึกษา นักรัฐศาสตร์ นักปรัชญา
และที่สำคัญคือ เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในแผ่นดินจีน

คำสั่งสอนของขงจื๊อเป็นรากฐานทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน
แนวคิดของขงจื๊อไม่เพียงแต่เน้นให้คนมีคุณธรรม แต่ยังเป็นแนวทางนำไปสู่ความมีอัจฉริยะภาพ คือ
ทำให้รู้ว่าในเวลาหนึ่ง คนเราควรจะคิดอะไร วางตัวอย่างไร คบเพื่อนแบบไหน
เพื่อทำให้เราใช้ศักยภาพ และเวลาที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด


แก่นคำสอนของขงจื๊อ สรุปได้เป็น 7 หัวข้อ ดังนี้

1. บุคลิกภาพของมนุษย์ที่แท้
มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบของขงจื๊อ คือคนมีบุคลิกโดดเด่นเหนือคนทั่วไป มีพลังดึงดูด โน้มน้าวใจคน
และมีคุณธรรมเที่ยงตรง ทำให้มีอำนาจเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป
คุณลักษณะ 7 ประการที่จะช่วยให้มนุษย์มีพลังอำนาจตามวิธีคิดของขงจื๊อ คือ

• นอบน้อม เพราะคนนอบน้อมจะไปทำอะไร ที่ไหน ย่อมไม่เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป
• เมตตากรุณา เพราะคนมีเมตตากรุณา มักจะมี positive aura บนใบหน้าที่ทำให้สามารถเอาชนะ ใจคนได้โดยง่าย
• จริงใจ เพราะจะส่งผลให้มีบุคลิกซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของผู้อยู่เหนือกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคล ทั่วไป
• จริงจัง เพราะย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงลงได้
• ใจคอกว้างขวาง เพราะย่อมใช้ให้คนทำงานแทนได้ และสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
• ไม่กินอิ่มเกินไป ไม่แสวงหาความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน
ไม่แสวงหาหนทางปรับปรุงชีวิตพัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีกำลังวังชา และสติปัญญาสมบูรณ์
• มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ถ้ากล่าวแบบคนสมัยใหม่ ก็คือการมี EQ สูง


2. วิธีคิดของผู้มีปัญญา
คนเราเกิดมา มีปัญญาสูงต่ำไม่เท่ากัน มีโอกาสในการศึกษาไม่เท่ากัน
แต่ขงจื๊อเห็นว่าในชีวิตประจำวันคนเราสามารถค่อย ๆ สร้างสมพัฒนาสติปัญญาให้ได้ด้วยตนเอง
โดยการเปลี่ยนปรับวิธีคิดเสียใหม่ เลิกคิดปรุงแต่ง และคิดถึงเรื่องไร้สาระ
และหันมาพิจารณาเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์แทน ดังนี้

• มนุษย์ที่แท้ จะต้องพิจารณาอยู่เสมอว่า
ทำอย่างไร เราจึงจะมองอะไรแล้วสามารถจะเห็นและเข้าใจสิ่งนั้นทะลุปรุโปร่ง
และเมื่อได้ยินอะไรแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะฟังให้เข้าใจได้หมดซึ่งก็คือการใช้สมาธิตั้งใจดู ตั้งใจฟัง นั่นเอง
ปัญหาของจำนวนมาก คือ ดู เห็น ฟัง แล้วเข้าใจไม่หมด ตีความผิด ตีความเข้าข้างตนเอง เอาตนเองเป็นที่ตั้งอยู่ตลอด
ถ้าแก้ไขจุดนี้ได้ เราก็จะมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต้องใช้ประกอบการคิด การตัดสินใจต่อไป

• อย่าคิดกังวลว่าใครจะยอมรับยกย่องเราหรือไม่
แต่ให้เป็นกังวลมาก ๆ ว่า ขณะนี้เรายังขาดคุณ สมบัติข้อใดที่ทำให้ยังไม่เป็นที่ยกย่องของผู้คน
และอย่าเป็นกังวลว่าคนอื่นจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของเรา แต่ให้กังวลว่าตัวเราจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนอื่นดีกว่า

จุดนี้คือขงจื๊อต้องการให้คนเราเน้นการพิจารณา เข้าใจ และปรับปรุงตนเอง
ในขณะที่แนวโน้มของคนโดยทั่วไปจะชอบ “ส่องนอก ไม่ส่องใน”
และใช้เวลาไปกับการจับผิด วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเสียมาก

• เวลาเห็นช่องทางได้ผลประโยชน์ ต้องคิดถึงความยุติธรรมด้วย
ขงจื๊อเห็นว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มจะ คิดแบบเห็นแก่ได้ และตัดสินใจผิดพลาด เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น เพื่อจะไม่ทำผิดคุณธรรม คนเราต้องพิจารณาเรื่องความยุติธรรมอยู่เสมอ ๆ ความยุติธรรมที่ให้พิจารณาก็คือ
หลักการง่าย ๆ ถ้าเราไม่ชอบอะไร รังเกียจอะไร ก็จงอย่าทำกับคนอื่นแบบนั้น คิดได้แค่นี้

• นอกจากนี้ ขงจื๊อยังให้ข้อเตือนใจไว้ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องหัดคิด คิดการณ์ไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องหลงทาง
นอกจากนี้ เวลาร่ำเรียนศึกษาก็ต้องหัดคิดตาม เพราะคนที่ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่คิด ย่อมไม่ฉลาดมากนัก
ในทางตรงกันข้าม คนที่เอาแต่คิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่ชอบศึกษาหาข้อมูล
ก็จะเป็นเพียงการคาดเดาหรือ speculation ย่อมจะคิดผิดพลาดได้ง่าย ๆ
ดังนั้น คนเราต้องหัดฝึกฝนการคิดและการศึกษาหาข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน


3. ระเบียบวินัย ขงจื๊อกล่าวถึงระเบียบวินัย 3 ประการ ของคนวัยต่าง ๆ กัน
• วัยหนุ่มสาว พลังยังไม่มั่นคง ต้องมีวินัยเรื่องกามคุณ
• วัยกลางคน พลังกายใจเข้มแข็งมากที่สุด ต้องมีวินัยเรื่องความพึงพอใจ อย่างเพิ่งเฉยชาหรือพอ ใจกับอะไรง่าย ๆ
• วัยชรา หมดเรี่ยวแรง พลังงานลดถอย ต้องมีวินัยกับความโลภ คืออย่ามีความต้องการมากมายไม่มีที่สิ้นสุด


4. การคบคน
ขงจื๊อเชื่อว่า ชีวิตคนเรา จะสุข ทุกข์ ประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องคบหาด้วย
ดังนั้น ขงจื๊อจึงมีกฎในการเลือกคบคน ดังนี้

• ข้อแรก ไม่คบหาคนที่มีคุณงามความดีไม่เท่าเรา
• ข้อสอง ไม่แสวงความเห็น หรือปรึกษาหารือคนที่มีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนเรา
• ข้อสาม คนที่ควรคบหา คือ คนที่มีความซื่อตรง จริงใจ และมีความรู้
• ข้อสี่ พึงเลี่ยงคบหาบุคคลที่เสแสร้ง พูดจาไร้สาระ ฉวยโอกาส ฟุ้งเฟ้อ
• ข้อห้า เมื่อคบหาใครเป็นเพื่อนแล้ว จงมีความจริงใจต่อกัน แต่อย่าปล่อยให้เขาชักนำเราไปในทางที่ต่ำ


5. การพูด
คำพูดของเราต้องแสดงออกถึงความซื่อตรง สอดคล้องกับกริยาทางกาย
เพราะถ้าหากคำพูดเราเกิดพร้อมกับกริยามุ่งมั่นจริงใจ พูดสิ่งใดก็ย่อมประสบผลเป็นที่น่าเชื่อถือ


6. การวางตัว คนเราจะมีคนรักทั่วทิศ หากวางตัวได้ดังนี้
• เวลาอยู่นอกบ้านแล้วพบผู้คน วางตัวราวกับคนผู้นั้นเป็นแขกสำคัญในบ้าน

• เมื่อต้องสั่งการ วางตัวราวกับเราเป็นแม่งานของพิธีการที่สำคัญยิ่งใหญ่
(คนที่เป็นแม่งานจะต้องเห็นภาพงานทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างรอบด้าน
และ มีจิตมุ่งมั่นต้องการทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในระยะเวลาที่ตั้งใจเอาไว้
เพราะฉะนั้นเวลาคนเป็นแม่งานสั่งงาน จะไม่สักแต่ว่าขอให้ใครทำอะไร แต่จะคิดอย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมา
จะไม่สั่งการแบบขอไปที แต่จะต้องมีการติดตามผล แนะนำเพื่อให้งานลุล่วงไปได้)

• อะไรที่เราไม่ชอบ ก็อย่าปฏิบัติต่อคนอื่น
• เข้มงวดต่อตนเอง แต่ให้อภัยคนอื่น


7. การวางจิต ขงจื๊อเน้นการมีจิตใจที่ซื่อตรง
เขาเห็นว่าประเทศชาติจะสงบสุขได้ครอบครัวต้องดีก่อน แต่ครอบครัวจะดีได้ มนุษย์แต่ละคนต้องมีคุณธรรมมนุษย์
แต่ละคนจะมีคุณธรรม ก็ต้องมีจิตใจที่ซื่อตรงและจิตใจที่ซื่อตรง จะมีได้ก็ต้องมีเจตนาที่ซื่อตรงก่อน
ขงจื๊อเน้นจิตที่สามารถมองอะไรชัดเจน ทะลุปรุโปร่ง
จิตเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จากการมองเห็น และรู้จักตนเองอย่างรอบด้านก่อน


ธุรกิจ อารากอนเวิลด์54
ช่องทางสู่อิสระภาพทางการเงินและเวลา
ที่ทันสมัยที่สุด!!! ในเวลานี้...
เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่รวม3เทรนด์แห่งศตวรรษ เป็นหนึ่งเดียว..คลิ๊ก!!!



สรุปรวมยอดแก่นของการปฏิบัติธรรม



สรุปรวมยอดแก่นของการปฏิบัติธรรม

ในโลกยุคสหัสวรรษที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผู้คนล้วนแก่งแย่งชิงดีกันเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จทรัพย์สินเงินทอง และชื่อเสียงต่าง ๆ จนปราศจากซึ่งความสุขและสงบในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ผู้แต่งมิได้หมายความว่าให้เรานิ่ง ดูดายไม่ต่อสู้ชีวิตหรือฝักใฝ่แต่ความสงบจนไม่เป็นอันทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเราสามารถประสบความสำเร็จและมีความสุขได้เช่นเดียวกัน หากเราปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานสี่ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันประกอบด้วย กาย เวทนา จิต และธรรม กล่าวคือ กายคือการรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถ เวทนาคือการรู้ทันการเกิดขึ้นของอารมณ์ทั้งสามคือ สุข ทุกข์ และอารมณ์เฉย จิตคือการรับรู้ถึงสภาวะของจิตที่เปลี่ยนแปลงไป และธรรมคือหลักสัจธรรมที่ช่วยให้เรามองโลกได้ตรงตามความเป็นจริงเช่น หลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นอกจากหลักพื้นฐานในการปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมหาสติปัฏฐานสี่

มีดังต่อไปนี้

1) การสร้างสติและสมาธิเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้เราละวางความเป็นตัวกูของกู ความยึดมั่นถือมั่น และกิเลสตัณหาอุปาทานลง ฉะนั้น แม้ว่าเราจะฝึกจนมีพลังสติที่ละเอียดและรวดเร็วขนาดไหนและมีพลังสมาธิที่เข้มแข็งปานใดก็ไม่สำคัญ เพราะหากเราไม่สามารถละลดปลดวางความเป็นตัวกูของกูและความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ในใจให้น้อยลงได้แล้วล่ะก็ การปฏิบัตินั้นก็ถือว่าล้มเหลว

2) ในมหาสติปัฏฐานสี่ ฐานกายหรือความรู้เนื้อรู้ตัวพรั่งพร้อมนับว่ามีความสำคัญมากเพราะถ้าเราใจลอยไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว เราจะไม่รับถึงรู้การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และสภาวะจิตใจ เราจึงพลาดโอกาสที่จะได้เห็นสัจธรรมจากสภาวะดังกล่าว ทำให้จิตยังคงยึดมั่นถือมั่นและเป็นทุกข์ต่อไป ในทางกลับกัน หากเรามีความรู้เนื้อรู้ตัวพรั่งพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ระดับสติปัญญาจะเพิ่มขึ้นทำให้เรารู้เหตุรู้ผลรู้ตนรู้ประมาณรู้เวลารู้สถานที่และรู้บุคคล

3) ผลแห่งการปฏิบัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่ปฏิบัติตามหลักศีล 5 อันได้แก่ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ ห้ามนอกใจคู่รักของตน ห้ามพูดจาโกหกส่อเสียดยุยงฟุ้งซ่านนินทา และห้ามดื่มสุราและเสพย์ของมึนเมาที่ทำให้ขาดสติ การผิดศีล 5 เป็นการสร้างอกุศลกรรม ทำให้สมาธิแตกสติสัมปชัญญะคลาดเคลื่อน

4) ฐานธรรมในมหาสติปัฏฐานสี่นั้นหมายรวมถึงการมีสัมมาทิฏฐิหรือความคิดที่ถูกต้อง กล่าวคือเราจะต้องหมั่นขจัดอกุศลจิตทั้งหลายเช่น ความอาฆาตพยาบาท ความอิจฉาริษยา ความคิดฟุ้งซ่านวิตกกังวล การชอบจับผิดผู้อื่น ความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด และความอวดดีถือเนื้อถือตัว เป็นต้น

5) การรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถหรือสติฐานกายนั้นมีไว้เพื่อกำจัดความฟุ้งซ่านและวิตกกังวลถึงเรื่องในอนาคต และความโกรธเกลียดเศร้าหมองถึงเรื่องในอดีตซึ่งก็ยังถือว่าเป็นภาคสมถะคือเป็นการทำจิตใจให้สงบเป็นสมาธิ แต่การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ความคิดและสภาวะจิตในปัจจุบัน จนเห็นการเกิดดับ (อนิจจัง) เห็นว่าเป็นทุกข์ถ้าเรายึดมั่นถือมั่น (ทุกขัง) และเห็นว่าไม่มีตัวตนเกิดขึ้นได้เองตามเหตุและปัจจัยไม่สามารถบังคับได้ (อนัตตา) จึงจะถือว่าเป็นภาควิปัสสนา

6) วินาทีที่เจริญสติ ความทุกข์จะไม่ครอบงำจิตใจ

7) เมื่อเรามีสติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง นิวรณ์ 5 จะหายหมด ต่อจากนั้นเมื่อจิตสงบนาน ๆ กลุ่มความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจมาเป็นเวลานานเช่น เรื่องเศร้าหมองหรือความเจ็บแค้นในอดีตที่เรายังปล่อยวางไม่ได้จะโผล่ขึ้นมาในจิตใจเป็นระลอกๆ เราจะเห็นความแปรปรวนของจิตและความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น ความโลภความโกรธความหลง และอกุศลจิตความชั่วร้ายที่เกิดจากการปรุงแต่ง แม้จะพยายามจดจ่ออยู่กับฐานกายเท่าไรความคิดนั้นก็ยังคงผุดขึ้นเป็นระยะๆ สิ่งเดียวที่จะใช้รับมือกับอกุศลจิตที่นอนเนื่องในจิตใจได้ก็คือ กฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งในโลกล้วนเกิด ดับ และเปลี่ยนแปลง แต่ถ้ายังทุกข์อยู่หรือมีความแปรปรวนในจิตใจอย่างมากให้ใช้วิธีการชะลอความคิดระลอกใหม่โดยการจดจ่อที่ร่างกายความรู้เนื้อรู้ตัวและลมหายใจเข้าออก ร่วมกับการหมั่นพิจารณาให้เห็นกฎไตรลักษณ์เพื่อแก้ไขความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิในจิตใจ


******************************


บทความโดย
ดร.บุญชัย โกศลธนากุล



เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่รวม3เทรนด์แห่งศตวรรษ เป็นหนึ่งเดียว..คลิ๊ก!!!