วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โรครูมาตอยด์ โรคเรื้อรังทางข้อที่แสนทรมาน




โรครูมาตอยด์

(Rheumatoid)


โรครูมาตอยด์ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างสารขึ้นมา แล้วเกิดต่อต้านตัวมันเอง คล้ายลักษณะกับโรคลูปัสหรือเอสแอลอี แต่แตกต่างกันตรงที่โรครูมาตอยด์สารดังกล่าวไปต่อต้านอวัยวะที่สำคัญที่สุด ก็คือข้อโรคนี้พบได้บ่อยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โรครูมาตอยด์เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และเป็นได้เกือบทุกอายุ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเป็นผู้หญิง อายุ 30-40 ปี สถิติของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในประเทศไทย พบประมาณ 1 ใน 100 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ร้อยละ5 ของประชากร ผู้ป่วยบางรายปวดมาเป็นปีแล้วเพึ่งมาตรวจ จนกระทั่งโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์กินเข้าไปในเนื้อกระดูก ทำให้ข้อหงิกงอผิดรูป
สาเหตุของโรค

  1. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคออโตอิมมูนชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกว่าโรคภูมิแพ้เนื้อเยื่อตัวเอง ผู้ป่วยมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ โดยเม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดีต่อเนื้อเยื่อของตนเอง ตัวอย่างคือแอนติบอดีทีมีชื่อเรียกว่า "รูมาตอยด์ แฟคเตอร์"
  2. ปัจจัยทางพันธุกรรม ยีนหลายชนิดเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาทิเช่น HLA-DR4 ซึ่งพบมากถึงสองในสามของผู้ป่วยโรคนี้
  3. การ ติดเชื้อโรคบางชนิด พบว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อไวรัส ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารพันธุกรรมในเซลล์ของผู้ป่วย ปัจจุบันมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างกว้างขวางและจะนำมาซึ่งแนวทางการบำบัด รักษาโรคนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  4. เพศ ผู้หญิงเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มากกว่าผู้ชายหลายเท่า และเมื่อเวลาตั้งครรภ์ อาการของโรคมักจะสงบ หลังคลอดบุตรในช่วงปีแรก อาการของโรคจะกลับมารุนแรงได้อีกครั้ง เชื่อว่าอาจเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง
  5. ปัจจัย จากสภาพแวดล้อม พบว่าการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ส่วนการดื่มชากาแฟ ไม่เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  6. ทฤษฎี ใหม่เกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พบว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไม่ได้เป็นโรคๆ เดียว แต่เป็นกลุ่มของโรคที่ก่อให้เกิดลักษณะอาการที่เหมือน ๆ กัน ดังนั้นจึงไม่สามารถอธิบายสาเหตุของโรคที่แน่ชัดได้
อาการของโรค
ผู้ป่วยมีอาการปวดตามข้อ และมีการอักเสบร่วมด้วย ลักษณะอาการก็คือ นอกจากจะปวดตามข้อแล้ว ยังมีการบวมของข้อ หรือแดงร้อนได้ หรือแค่อุ่นๆ จะรู้สึกได้ ถ้าวางมือที่ข้อทั้งสองข้างเพื่อเปรียบเทียบกัน หรือเทียบกับบริเวณผิวหนังที่อยู่ข้างๆ กัน ซึ่งอาจมีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ที่สำคัญก็คือ ผู้ป่วยจะมีอาการข้อขัดในเวลาเช้าเป็นอีกลักษณะหนึ่งของการอักเสบ เช่น กำมือ หรือเหยียดมือไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่อาจเป็นนานประมาณ 30 นาที บางรายอาจกำมือหรือเหยียดมือไม่ได้จึงถึงช่วงบ่าย

อาการระยะเริ่มแรกส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะปวดข้อ อาการบวมอาจยังไม่ชัดเจน ผู้ป่วยบางรายอาจปวดแค่ 2-3 ข้อ แต่ข้อที่มักจะเป็นมากที่สุด จะเป็นในมือและเท้า ข้อต่อนิ้วมือและข้อกลางนิ้วมือ ข้อปลายนิ้วมือไม่ค่อยเป็น และมักเป็นทั้งสองข้าง ส่วนที่เท้ามักเป็นที่ข้อเท้า และข้อของนิ้วเท้า ความรุนแรงของโรคที่มากที่สุดอาจพบว่า มือบวมไปหมดทั้งมือ แต่ทั้งก็ยังสามารถรักษาอาการบวมได้ ถ้ารุนแรงที่สุดคือ กระดูกถูกทำลายไปแล้วถืงขั้นกระดูกหงิกงอ โรครูมาตอยด์จัดเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเด่น คือ มีการเจริญงอกงามของเยื่อบุข้ออย่างมาก เยื่อบุข้อนี้จะลุกลามและทำลายกระดูกและข้อในที่สุด โรคนี้มิได้เป็นแต่เฉพาะข้อเท่านั้นยังอาจมีอาการทางระบบอื่นๆ อีก เช่น ตา ประสาท กล้ามเนื้อ เป็นต้น เมื่อเป็นโรครูมาตอยด์ เยื่อบุข้อจะมีการเจริญงอกงามและมีการหนาตัว จากนั้นจะลุกลามทำลาย ระดูกและข้อในที่สุด ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ มีอาการฝืดขัดข้อเป็นเวลานานในตอนเช้า เมื่อมีอาการชัดเจนข้อจะมีการบวม ร้อน และปวด โรคนี้สามารถเป็นได้กับทุกข้อของร่างกาย แต่ที่พบได้บ่อยคือ ข้อของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้า อาการของข้ออักเสบจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันได้ บางรายอาจมีไข้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดร่วมด้วยได้ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการทางระบบตา ปอด และมีปุ่มขึ้นตามตัวได้

การวินิจฉัยโรค
การ วินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยให้เร็วที่สุด และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและความพิการที่จะเกิดขึ้น การตรวจหาสารรูมาตอยด์ในเลือด เป็นการตรวจหาออโตแอนติบอดี้ต่อส่วน Fc ของอิมมูโนโกลบูลินชนิด IgG สามารถตรวจพบได้ประมาณร้อยละ 70-80 แต่สารนี้สามารถตรวจพบได้ในโรคข้ออักเสบอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรครูมาตอยด์ ตรวจพบได้ในโรคติดเชื้อบางอย่าง หรือตรวจพบได้ในคนปกติ ดังนั้นการตรวจพบสารนี้จะไม่ได้บอกว่าผู้ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์แต่จะใช้ในการ สนับสนุน การวินิจฉัยโรคในระยะแรกผู้ป่วยอาจสังเกตุได้ยากว่าป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ หรือเปล่า เพราะว่าอาการยังไม่ชัดเจนต้องอาศัยการเจาะเลือดช่วยดูว่าอักเสบ หรือเปล่า หรือบางรายอายุยังน้อย แต่ถ้าผู้สูงอายุแล้วมีอาการปวดควรต้องพบแพทย์ว่าเป็นโรครูมาตอยด์หรือข้อ เสื่อมแต่ถ้าบางรายที่พบว่ามีอาการบวม อย่างชัดเจน ควรต้องมาพบแพทย์ การตรวจทางรังสี ในระยะแรกจะไม่เฉพาะเจาะจง ถ้าเป็นมานานเกินหนึ่งปี จะพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น พบบ่อยในตำแหน่งของข้อมือ ข้อนิ้วเท้า หรือเท้า ก่อนที่จะเกิดกับข้อใหญ่ จะเป็นประโยชน์ในการพยากรณ์ความรุนแรงของโรคและติดตามการรักษาต่อไป
แนวทางการรักษา
เป้า หมายสำคัญของการรักษาโรครูมาตอยด์ คือ ระงับอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ ลดการทำลายของข้อ และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สมัยนี้มีการรักษาที่ดี ลดการอักเสบ ลดการบวม ลดการปวด ลดการผ่าตัดข้อลงไปได้มาก
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  1. ใน ปัจจุบันมียามากมายที่ใช้ในการควบคุมและรักษาโรครูมาตอยด์ให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้ได้แก่ยาแอสไพรินและยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ยากลุ่มนี้จะลดความเจ็บปวดและลดการอักเสบ แต่ไม่สามารถยับยั้งการทำลายข้อได้ ผู้ป่วยแต่ละรายจะตอบสนองต่อยาแตกต่างกันออกไป ยาเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงทางด้านระบบทางเดินอาหารและระบบไตได้
  2. ใน รายที่เป็นรุนแรง มีอาการมากและข้อถูกทำลายมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่ายาระดับที่ 2 ซึ่งได้แก่ ยาต้านมาลาเรีย ยาทอง ยาเมทโธเทรกเซท ยาซัลฟาซาลาซีน เป็นต้น ยาเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ในการระงับการเจ็บปวด แต่จะช่วยระงับการลุกลามของโรคได้ แต่เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงที่รุนแรงจึงควรใช้ในรายที่มีอาการ รุนแรงและใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ยาระดับที่ 2 นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค (DMARDs)
  3. ยา คอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีผู้นำเอามาใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์เป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากยานี้มีคุณสมบัติในการระงับการอักเสบของข้อได้ แต่จากการศึกษาในระยะหลัง ๆ พบว่ายาชนิดนี้ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคเลย แต่เมื่อใช้ยานี้ไปนาน ๆ ผู้ป่วยจะติดยาและไม่สามารถเลิกยาได้ พร้อมทั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาชนิดนี้มากมาย เช่น อ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อกระจก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และกระดูกผุ เป็นต้น จึงไม่ควรเป็นอย่างยิ่งในการนำยานี้มาใช้รักษาผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ยกเว้นในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว และควรดูแลควบคุมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  4. ยา ชีวภาพ ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการทางระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบในโรค ข้ออักเสบรูมาตอยด์โดยตรง ได้แก่ enbrel, remicade, humira, kineret ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงและออกฤทธิ์โดยตรงกว่ายากลุ่ม DMARDs แต่มีราคาสูงมาก ปัจจุบันมีการนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษาด้วยยากลุ่ม DMARDs
การผ่าตัด
การ ผ่าตัด จะมีบทบาทในการรักษาโรครูมาตอยด์ ในกรณีที่ข้อถูกทำลายไปมากแล้ว หรือกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เอ็นขาด เป็นต้น การผ่าตัดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนข้อจะช่วยให้ข้อทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ในรายที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังมีข้อที่อักเสบเรื้อรังอยู่ 1-2 ข้อ ก็อาจพิจารณาผ่าตัดเลาะเยื่อบุข้อที่หนสตัวออก ร่วมกับการใช้ยา ในรายที่ข้อพิการไปมากแล้ว โดยเฉพาะข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า หรือข้อสะโพก ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ก็อาจพิจารณาเปลี่ยนข้อเทียม ผ่าตัดแก้ไขความพิการที่เกิดขึ้น




บล็อคที่เกี่ยวข้องกับโรครูมาตอยด์

สเตียรอล และ สเตียโรลิน จากพืช สารอาหารมหัศจรรย์ในยุคปัจจุบัน ตอนที่1

สเตียรอล และ สเตียโรลิน จากพืช สารอาหารมหัศจรรย์ในยุคปัจจุบัน ตอนที่2

Calcitone FoodMatrix แคลเซียมระดับเทพ



PHYTO PLEX เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบทุกชนิด สูตรFOODMATRIX

Phyto Plex เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบทุกชนิด สูตรFoodMatrix


CALCITONEแคลเซี่ยม FoodMatrix

ดูดซึมได้มากกว่า90%

คงสภาพในร่างกายได้นานกว่า

มีโปรตีนนำพานำไปใช้ได้ตรงจุด

Calcitoneแคลเซี่ยม ดูดซึมได้มากกว่า90% คงสภาพในร่างกายได้นานกว่า มีโปรตีนนำพานำไปใช้ได้ตรงจุด
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
FoodMatrix นวัตกรรมอาหารแห่งชีวิต
089-071-8889 คุณ อานนท์







โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ภัยเงียบของวัยทอง


โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)


ความหมาย : “โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)” คือ ภาวะที่ปริมาณมวลกระดูกทั่วร่างกายลดลง ร่วมกับ การเปลี่ยนแปลงโรคงสร้างภายในที่เสื่อมลง สูญเสียความแข็งแรง อาจแตกหักได้ง่าย

เกณฑ์การวินิจฉัย โรคกระดูกพรุน
  1. ความหนาแน่นมวลกระดูก มากกว่า -1.0 S.D. ปกติ
  2. ความหนาแน่นมวลกระดูก -1.0 S.D.ถึง-2.5 S.D. กระดูกบาง
  3. ความหนาแน่นมวลกระดูก น้อยกว่า – 2.5 S.D. กระดูกพรุน
S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าเฉลี่ยของค่ามวลกระดูกของคนปกติอายุระหว่าง 25-35 ปี
“โรคกระดูกพรุน”แบ่งออกเป็นสองชนิดตามสาเหตุที่เกิด
  1. โรคกระดูกพรุนที่ไม่มีสาเหตุเฉพาะ พบใน 3 ช่วงอายุ คือ วัยผู้สูงอายุ วัยหนุ่มสาว วัยเด็ก ทั้งนี้วัยผู้สูงอายุ พบมากที่สุด และ มักเป็นกระดูกพรุนหลังหมดระดู (วัยทอง)ในเพศหญิงอายุ 55-65 ปี และ ช่วง 10-20 ปีแรกหลังหมดระดู (วัยทอง) และ ในวัยชราพบในอายุมากกว่า 70 ปี ทั้งสองเพศ
  2. โรคกระดูกพรุน ที่มีสาเหตุชัดเจน เช่น การเป็นโรค hyperthyroidism, cushing’s syndrome หรือ การได้รับยาคอร์ติโคเสตอรอยด์เป็นเวลานาน
ระบาดวิทยา
  1. พบในเพศหญิงเป็นโรคกระดูกพรุน มากกว่าเพศชาย 10 เท่า
  2. 1 ใน 3 ของเพศหญิงที่อายุมากกว่า 65 ปี มีกระดูกสันหลังยุบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  3. การเกิดกระดูกสะโพกหักในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า
ปัจจัยส่งเสริมการเกิดโรคกระดูกพรุน
  1. มีประวัติกระดูกพรุนในครอบครัว
  2. รูปร่างผอม เล็ก
  3. ไม่มีระดู หรือ หมดระดูก่อนวัย ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
  4. ออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป
  5. ขาดแอนโดรเจน
  6. ดื่มกาแฟปริมาณมาก
  7. รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อยเกินไป
  8. ดื่มแอลกอฮอล์มาก
  9. รับประทานเนื้อสัตว์มาก
  10. เป็นโรคไทรอยด์ ชนิดไทรอยด์มาก
  11. ไม่เคยออกกำลังกาย หรือ เคลื่อนไหวร่างกายน้อยมากๆ
กระดูกสันหลังยุบในผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดการปวดหลังอย่างต่อเนื่อง ตัวเตี้ยลง หลังค่อม การเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก หายใจลำบากเนื่องจากการทำ
งานของปอดลดลง รับประทานอาหารได้น้อยลงเนื่องจากปริมาตรช่องท้องเล็กลง เป็นต้น
การป้องกันและรักษา
  1. รับประทานสารอาหารที่มีแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอ
  2. ออกกำลังกายอย่างพอดี
  3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลงจามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
  4. การรักษาโดยการใช้ยารักษาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูก และ ยาส่งเสริมการสร้างกระดูก

บล็อคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกพรุน

Calcitone FoodMatrix แคลเซียมระดับเทพ

http://jumbolifeschool.blogspot.com/2011/06/calcitone-foodmatrix.html



CALCITONEแคลเซี่ยม FOODMATRIX

ดูดซึมได้มากกว่า90%

คงสภาพในร่างกายได้นานกว่า

มีโปรตีนนำพานำไปใช้ได้ตรงจุด

Calcitoneแคลเซี่ยม ดูดซึมได้มากกว่า90% คงสภาพในร่างกายได้นานกว่า มีโปรตีนนำพานำไปใช้ได้ตรงจุด
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
FoodMatrix นวัตกรรมอาหารแห่งชีวิต
089-071-8889 คุณ อานนท์





FoodMatrix 
นวัตกรรมสารอาหารเพื่อสุขภาพ 
จากงานวิจัยรางวัลโนเบลปี1999