แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนไม่จบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนไม่จบ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

10 มหาเศรษฐี ระดับโลก ที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย



10 มหาเศรษฐี ระดับโลก ที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย




เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงนะครับ คำว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น บางครั้งไม่ต้องจบระดับปริญญาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพียงแค่มีโอกาส ความเชื่อ และความพยายาม ตัวอย่าง 10 คนดัง ต่อไปนี้ที่ก้าวข้ามคำว่าใบปริญญาและประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่ตนเองได้เลือกเอง
1. ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) : ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Virgin
ด้วยภาพลักษณ์นักธุรกิจนอกกรอบ ตำราไหนว่าแน่พี่ขอแหก เสาะแสวงหาความท้าทาย ในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เลิกเรียนตั้งแต่อายุ 16 มาเอาดีด้วยการทำนิตยสารสำหรับนักเรียนเป็นธุรกิจ ค่อยๆ ขยายธุรกิจอื่นๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่สายการบิน เป็นเพลย์บอยแถมรวยภาพที่ปรากฏก็เลยแสบๆ อย่างที่เห็น
2. โคโค แชลแนล (CoCo Chanel) : ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chanel
เธอเกิดมากำพร้า เริ่มอาชีพเป็นเพียงช่างเย็บผ้า ในยุคที่สตรีต้องตัดชุดสตรีเท่านั้น แชนแนลผลักดันตัวเองอย่างกล้าหาญด้วยการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและผสมผสานเนื้อผ้า สร้างเอกลักษณ์ให้ผลงานของเธอ แต่ที่สร้างชื่อให้เธอเป็นที่จดจำตลอดกาลคือ คือ น้ำหอม แชนแนลหมายเลข 5 อันโด่งดังนั่นเอง
3. ไมเคิล เดลล์ (Michael Dell) : ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dell
ไปไหนก็จะเห็นคอมพิวเตอร์-โน้ทบุ๊คยี่ห้อ Dell กันใช่ไหม ผู้ก่อตั้งคือ ไมเคิล เดลล์ เขาหยุดเรียนตั้งแต่อายุ 19 มาก่อตั้งบริษัท PC's Limited ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Dell, Inc และผันตัวเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จ มากที่สุดในโลก ในปี 1996 เดลล์ได้มอบทุนให้มหาลัยเทกซัสจำนวน 50 ล้านเหรียญ (ราวๆ 2,000 ล้านบาท) เพื่อยกระดับสุขภาพและการศึกษาของเยาวชน
4.เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) : ผู้ก่อตั้ง Ford Motor
เขาออกจากบ้านตอนอายุ 16 ปีเพื่อเป็นช่างยนต์ ภายหลังก่อตั้ง บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ดำเนินอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ซึ่งรถที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกคือรุ่น Ford Model T ผลกำไรทำให้ขยายกิจการ และริเริ่มวางสายการผลิตแบบอัตโนมัติ
5. บิล เกตส์ (Bill Gates) : ผู้ก่อตั้ง Microsoft
ติด อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกปี 1995 - 2006 ช่วงวัยรุ่นหยุดเรียนเพราะมุ่งมั่นมากที่ จะตั้งบริษัทผลิตซอฟท์แวร์ ชื่อความหมายเล็กจิ๋วว่า บริษัทไมโครซอฟท์ รวยล้นฟ้าแล้วยังใจบุญ เพราะครอบครัวบิลก่อตั้ง มูลนิธิ บิล & มาลิดา เกตส์ คอยช่วยเหลือด้านการศึกษาและสุขภาพแก่คนทั้งโลก
6. สตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs) : ผู้ก่อตั้งและสร้างความยิ่งใหญ่ ให้แบรนด์ Apple
เรียนมหาวิทยาลัยได้เทอมเดียวก็ไปทำงานให้กับ บริษัท อาตาริ ก่อนที่จะควบรวมเป็น บริษัท แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ แต่ชื่อมันยาว เดี๋ยวนี้เลยตัดเหลือเพียง แอปเปิ้ล แบรนด์ล้ำๆ ที่ทำให้คนทั้งโลกคลั่ง กับผลงานล่าสุดอย่าง iPad และ iPhone 4 ครั้งหนึ่งสตีฟ จ็อปส์เคยเป็น CEO ให้ Pixar ก่อนที่จะควบรวมกับ วอลท์ ดีสนีย์
7. เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) : ผู้กำกับระดับออสการ์
หยุด เรียนตอนปี 2 ไปทำงานรับจ้างทั่วไป ทั้งขับรถบรรทุกและงานเขียน ระหว่างนั้นก็พยายามเรียนด้าน สเปเชียล เอฟเฟค ด้วยตนเอง จากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาในห้องสมุด หลังจากดูหนัง สตาร์วอร์ จึงเลิกขับรถบรรทุก ไปหางานในวงการภาพยนตร์ทำ จากงานผู้ช่วย ก็ผันมาเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่กลายเป็นตำนาน อย่าง คนเหล็ก 2, ไททานิค และ ภาพยนตร์ 3D สุดอลังการอย่าง อวาตาร
8.เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) : นักร้องซุปเปอร์สตาร์ หลุดโลก
กว่าจะเป็นราชินีเพลงป๊อปแดนซ์และเจ้าแม่แฟชั่นหลุดโลกคนนี้ เธอหัดเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เริ่มเขียนโน้ตเปียโนตอน 13 พออายุ 17 ปีก็แต่งเพลงเอง จนกระทั่งปีสองเทอมสอง เธอหยุดเรียนและหันไปเอาดีในอาชีพดนตรี ด้วยเงินเพียงน้อยนิด จนประสบความสำเร็จในชื่อ "เลดี้ กาก้า" ที่ทั้งโลกรู้จัก ชื่อที่ผันมาจากชื่อเพลง "เรดิโอ กา ก้า"
9. ไทเกอร์ วู๊ดส์ (Tiger Woods) : อดีตนักกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลก
เล่นกอล์ฟตั้งแต่เดินได้ โชว์วงสวิงให้โลกตะลึงตอนอายุ 2 ขวบ เอาชนะพ่อตัวเองได้ตอน 11 ขวบ หลังจากคว้าแชมป์รายการดังมากมาย จึงตัดสินใจหยุดเรียนและเปลี่ยนเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ ขณะอยู่ปี 2 ผูกขาดตัวเองเป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกมานานหลายปี
10. มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) : ผู้ก่อตั้ง Facebook
ผู้ก่อตั้ง Facebook ที่คนทั้งโลกติดกันงอมแงม พัฒนาเฟสบุ๊คกับเพื่อนร่วมชั้น ตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ที่ ฮาวาร์ด หลังจากที่เฟสบุ๊คได้รับความนิยมและทำเงินมหาศาล ก็หยุดเรียน เพื่อเป็นผู้บริหารของเฟสบุ๊คเต็มตัว ปัจจุบันเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก
*จะดีมั้ยถ้าประเทศไทย วัดคุณภาพคนและคุณภาพงาน จากตัวตนและผลงานของคนๆนั้นจริงๆ โดยไม่ดูที่ใบปริญญา?!?








MyAragon ธุรกิจที่รวม3เทรนด์แห่งโลกอนาคตเป็นหนึ่งเดียว
โทร.089-071-8889 คุณ อานนท์
LINE ID : jumbolife






เคล็ดลับหน้าใสสุขภาพดีอย่างดารา
ค่าต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในโลก
ค่าORAC SCORE 244,050 หน่วย
รับรองโดยสถาบันBRUNSWICK
ที่โด่งดังจากคลิป โดม กินวิตามิน
รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก!!!
หรือโทร.089-071-8889 คุณ อานนท์




วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็เป็นมหาเศรษฐีได้ ? ตอน จุดร่วมของสตีฟ จ็อบส์ และ บิล เกตส์





เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็เป็นมหาเศรษฐีได้ ? -จุดร่วมของสตีฟ จ็อบส์ และ บิล เกตส์

มีการพูดกันบ่อยครั้งว่า เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็เป็นเศรษฐีระดับโลกได้
พร้อมกับยกตัวอย่าง บิลล์ เกตส์ และ สตีฟ จ๊อบส์

ข้อสรุปนี้ก็ไม่ได้ผิดพลาดแต่ประการใด แต่อาจมีเรื่องมีต้องใส่ใจมากกว่านั้น (The Outliers – Gary Malcolm)



1. แม้ว่าเศรษฐีทั้งสองคนจะเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความสำเร็จที่ได้จะมาจากการบุกตะลุยฝ่าฟันไปเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วทั้งสองคนมีความ “ สามารถที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ” ต่อความสำเร็จของตัวเอง สำหรับบิลล์ คือ การเขียนโปรแกรม และสตีฟ คือ ความสามารถทางอิเล็กทรอนิกส์

2. การฝึกฝน
สำหรับบิลล์ ที่เติบโตในครอบครัวมีอันจะกิน และสมาคมผู้ปกครองลงขันกันซื้อคอมพิวเตอร์แบบตอกบัตรรุ่นบุกเบิกที่เปิดให้ใช้ไม่อั้น เปรียบเทียบชั่วโมงการฝึกฝนแล้ว บิลล์ ฝึกฝนทักษะนี้มากกว่า 10,000 ชั่วโมง ซึ่งกว่าเขาจะก้าวเป็นหนุ่มใหญ่ก็ถือว่าล้ำหน้าคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันไปไกลมากแล้ว (เหมือนวง เดอะบีทเทิลส์ที่แสดงสดในผับในเยอรมันนับหมื่นชั่วโมงเช่นกัน ทำให้ฝีมือของวงคงเส้นคงวาและหาใครมาเทียบได้ยาก-นี่ก็คือการฝึกฝนเช่นกัน) และสำหรับสตีฟ ก็ได้พ่อบุญธรรมที่รับเขามาเลี้ยงเป็นผู้สอนเขาในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในแง่นี้คือถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เขาด้วยเช่นกัน

3. มีผู้ชี้แนะหรือเครือข่ายที่มีความสามารถ
นอกจากบิลล์ จะมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีคนสนใจ ซึ่งแม่ของเขาและสมาคมผู้ปกครองลงทุนไว้ให้แล้ว บิลล์ยังได้วิศวกร และโปรแกรมเมอร์มาช่วยสอนให้ในลักษณะจิตอาสา เช่นเดียวกับสตีฟที่เคยได้รับการสอนจากวิศวกรของ Hewlett Packard หรือแม้แต่ตอนที่เขาตั้งบริษัทเมื่ออายุ 25 ปี ก็สามารถเข้าไปทาบทามผู้บริหารของ Coca Cola มาเป็น CEO ของ Apple ได้

4. การตัดสินใจอย่างมีกลยุทธ์และรวดเร็ว
ทั้งคู่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรตั้งแต่อายุยังน้อย และกล้าตัดสินใจ เช่น การเลิกเรียนกลางคัน ซึ่งเป็นลักษณะร่วมกันของเศรษฐีทั่วโลก คือ (1) เริ่มต้นทำงานเร็ว (2) มีระยะเวลาสั่งสมประสบการณ์มาก และ (3) มีการตัดสินใจที่ดี เช่น บิลล์ นั้นเก่งเลข แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย Harvard ก็รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า และหันมาทุ่มเทด้านการเขียนโปรแกรมแทน ส่วนสตีฟ ฝันถึงการสร้างคอมพิวเตอร์ เพราะมีทักษะทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะทำให้ฝันเป็นจริงได้ นอกจากนี้สตีฟ ยังแน่วแน่ต่อความตั้งใจของตนเอง สตีฟไม่เคยกลัวที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่จากศูนย์ ดังที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองปั้นมากับมือ และต้องออกไปเริ่มต้นใหม่ สตีฟยังเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ดังที่เขาฝันว่าจะสร้างเสียงกรุ๊งกริ๊งให้จักรวาล

5. ผู้เริ่มก่อนในธุรกิจแห่งอนาคต
ธุรกิจคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลเป็นสินค้าแห่งอนาคตของยุคนั้น อเมริกาเป็นผู้เริ่มในวงการนี้ และทั้งบิลล์ และ สตีฟ ก็เป็นผู้เล่นแรก ๆ ในวงการนี้เช่นเดียวกัน และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุคที่ผู้คนมีสินค้าเหล่านี้ไว้ใช้ส่วนตัว นั่นหมายถึงพวกเขาเกิดในยุคและดินแดนแห่งนวัตกรรม สามารถฝึกฝนสติปัญญาและทักษะเพื่อเข้าแข่งขันในตลาดนี้ เป็นเรื่องน่าแปลกอีกเช่นกันที่บุคคลระดับมันสมองของวงการคอมพิวเตอร์ต่างเกิดมาในช่วงปี พ.ศ. เดียวกัน (Gary Malcolm) เรื่องยุคสมัยเป็นอีกเรื่องที่เปิดโอกาส หรือสร้างความทุกข์ยากให้ผู้คน หนังสือของแกรี่ มัลคอล์ม ชี้ว่า ชาวยิวอพยพจากยุโรปในรุ่นแรก ประสบความยากลำบากอย่างมากในการตั้งตัว จนรุ่นลูกนั่นเองที่ได้โอกาสดี ๆ อย่างการเรียนในโรงเรียนกฎหมายและสร้างความมั่งคั่งจากวิชาชีพ นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของบุคคลมากหรือน้อย มิใช่ความสามารถของตนเองโดด ๆ

6. ปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมและขีดความสามารถของประเทศ เช่น
- การเคารพในความเท่าเทียมกันทางความคิดและความสามารถ เช่น เด็ก ๆ สามารถพบผู้บริหารในบริษัทใหญ่ ๆ ได้ และต่อรองในฐานะผู้เล่นทางธุรกิจ การสนับสนุนเด็ก ๆ จากผู้ที่ทำงานในบริษัทชั้นนำในฐานะจิตอาสา เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ แทบหาไม่ได้ในบางวัฒนธรรม

- การอยู่ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา “แต่ไม่บูชาการศึกษา” การลาออกจากมหาวิทยาลัยของสตีฟ หรือ บิลล์ แทบไม่มีผลกดดันต่อตัวเองเลยในสังคมเช่นนั้น ซึ่งอาจแตกต่างไปถ้าเป็นที่อื่น

- สังคมอเมริกันเคารพในเชื้อชาติ เช่น สตีฟ เป็นลูกครึ่งซีเรีย-อเมริกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกปิดกั้นโอกาสแต่อย่างใด

- ในประเทศพัฒนาแล้ว เอกชนก้าวหน้ากว่ารัฐ เป็นทั้งผู้คิดค้นวิจัยและผู้กำหนดตลาด ในขณะที่ประเทศด้อยพัฒนา รัฐจะมีการรวบอำนาจสูง เอกชนไม่ถนัดในการคิดค้นนวัตกรรม แต่หวังผลจากการเข้าไปพัวพันกับการเมืองเพื่อรับสัมปทาน

ปัจจัยความสำเร็จของบุคคลจึงมิใช่แค่ความสามารถหรือบุคลิกส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมและการอยู่ถูกที่ถูกเวลา








MyAragon ธุรกิจที่รวม3เทรนด์แห่งโลกอนาคตเป็นหนึ่งเดียว
โทร.089-071-8889 คุณ อานนท์
LINE ID : jumbolife







FoodMatrix นวัตกรรมสารอาหารเพื่อสุขภาพ 

จากงานวิจัยรางวัลโนเบลปี1999

รายละเอียดเพิ่มเติม

www.VivaAragon.com