แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 เคล็ดลับ Viral Web Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 เคล็ดลับ Viral Web Marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เราจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป ? โดย Philip Kotler





เราจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป ?
ลูกค้า คือ ธุรกิจ ( The Customer is the business)



เราจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป ?

โดย Philip Kotler

ผมยังคงเชื่อมั่นว่า

การตลาดจะเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้บริษัทสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเป็นปัจจัยนำความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในที่สุด

ตลาดนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ขอบเขตของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปจนไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนในปัจจุบัน

บริษัทในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีคลังข้อมูลสำเร็จรูปที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับ ลูกค้า คู่แข่งขัน ผู้จัดจำหน่าย และ สินค้า

บริษัทหลายแห่งเริ่มตระหนักในคำกล่าวในอดีตของปรมาจาย์ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ซึ่งเริ่มเป็นจริงแล้วในปัจจุบันที่ว่า


ลูกค้า คือ ธุรกิจ ( The Customer is the business)




Pretty Girl: ในงาน Chiangmai Motor Show 19th


ในที่นี้ ผมจะได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการตลาดในศตวรรษที่ 21 ด้วยการ "มองย้อนไปในอนาคต" (Looking Back into the Future)

สมมติว่าปัจจุบัน คือ ปี ค.ศ.2006 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นในตลาด สามารถสรุปได้ดังนี้






Internet

1. คนกลางในช่องทางการตลาด อย่างเช่น ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกได้ถูกตัดออกไปจาช่องทางการตลาดเป้นจำนวนมากอันเป็นผลมาจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) สินค้าทุกอย่างสามารถวางจำหน่ายในตลาดโดยไม่ต้องอาศัยร้านค้า ลูกค้าสามารถเลือกเข้าไปชมสินค้าใดๆก็ตามที่ต้องการทาง Internet สามารถอ่านรายละเอียดของสินค้า เลือกซื้อจากผู้ขายรายใดก็ได้ที่ให้ราคาและเงื่อนไขที่ดีที่สุด และ คลิกคำสั่งซื้อตลอดจนชำระเงินค่าสินค้าผ่าน Internet





b2b


2. แคตตาล็อก (Catalogue) ราคาที่มีคุณภาพการพิมพ์อย่างดีได้หายไปจากตลาด การจัดซื้อจากธุรกิจไปยังธุรกิจ (Business to Business) ผ่านช่องทาง Internet เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการซื้อของผู้บริโภคผ่านช่องทางเดียวกัน ตัวแทนจัดซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบของบริษัทต่างๆเลือกเข้าไปซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่ต้องการทาง Internet ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของประกาศโฆษณาแจ้งความต้องการของตนเพื่อรอผู้ขายติดต่อกลับมา หรือ เข้าไปสร้าง website ของตนเองก็เป็นได้





Experience Marketing


3. ธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้านค้าพบว่าลูกค้าเข้าร้านของตนน้อยลงอย่างมาก เจ้าของร้านค้าปลีกจำนวนมากพยายามดึงลูกค้าด้วยเสียงเพลง หรือ แม้แต่ภาพยนต์ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้าหลายแห่งในปัจจุบันได้จัดมุมหนึ่งในร้านไว้เป็นมุมพักผ่อน ดื่มกาแฟ หรือ จัดกิจกรรมใดๆของร้าน ร้านค้าเหล่านี้กำลังทำตลาด "ประสบการณ์" ให้กับลูกค้าแทนที่จะเป็นการทำตลาดที่ตัวสินค้า




Human Element

4. บริษัทส่วนใหญ่ได้สร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับความชอบและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยที่บริษัทเหล่านี้ใช้ข้อมูลนั้นเพื่อดำเนินกลยุทธ์การตลาดสินค้าของตน "ตามสั่ง" หรือ ตามความต้องการของลูกค้ามวลรวม (Mass Customize) มีหลายบริษัทได้ on-line เสนอขายสินค้าตามรูปแบบมาตรฐานแก่ลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสออกแบบสินค้าตามลักษณะที่ตนต้องการ ธุรกิจรถยนต์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ในบ้าน ผลิตภัณฑ์อาหาร หลายรายเชิญชวนให้ลูกค้าเข้าไปเยี่ยมชมหน้าร้านของตนทางเวบเพจ และ ออกแบบผลิตภัณฑ์ (ซึ่งอาจจะเป็นสินค้า การบริการ ระบบ หรือ โปรแกรม) ด้วยตนเอง โดยการกรอกแบบฟอร์มที่แสดงไว้ จากนั้นผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าก็จะปรากฏขึ้นทางหน้าจอคอมพิวเตอร์





Our Priority Customer Service

5. บริษัทต่างๆ ล้วนมีความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าของตนได้ดีขึ้น ด้วยการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะสามารถให้ในสิ่งที่เกินความคาดหวังของลูกค้าได้ ทำให้การหาลูกค้าใหม่ของคู่แข่งขันเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น และบริษัทส่วนใหญ่ก็พยายามค้นหาวิธีการขายสินค้าและการบริการของตนให้กลุ่มลูกค้าเดิมที่มีอยู่มากขึ้น






Customer Share





Market Share

6. บริษัทต่างๆ กำลังให้ความสนใจกับการสร้างส่วนแบ่งลูกค้า (Customer Share) มากกว่าส่วนแบ่งตลาด (Market Share) หลายบริษัทได้คิดค้นวิธีใหม่ๆในการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าในสายผลิตภัณฑ์อื่น (Cross Selling) และ สินค้าในสายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นไป (Up-Selling) หลายบริษัทพยายามเข้าไปในส่วนต่างๆของตลาดมากขึ้น และ ให้ความสนใจกับกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่โดยใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลของตน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาด้วย เทคนิคการสร้างฐานข้อมูลที่ทันสมัยขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น






Profit

7. บริษัททั้งหลายพยายามเรียกร้องและชี้แนะให้ฝ่ายบัญชีเห็นประโยชน์ของการคำนวณหาตัวเลขที่แท้จริงของความสามารถในการทำกำไรแยกตามลูกค้าแต่ละราย สินค้าแค่ละชนิดและช่องทางการจัดจำหน่ายแต่ละช่องทาง และบริษัทเหล่านี้ก็กำลังให้ความสนใจกับตัวเลขเหล่านี้อย่างมาก พยายามออกแบบโปรแกรมและสิ่งจูงใจทางการตลาดเพื่อตอบแทนลูกค้าชั้นดีที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง






Brand Loyalty

8. บริษัทต่างๆเปลี่ยนความสนใจของตนเองจาการซื้อแลกเปลี่ยนไปสู่การสร้างความภักดีในตราสินค้าทางบริษัทแก่กลุ่มลูกค้าของตน หลายรายไปไกลถึงความคิดจะขายสินค้าของตนเองให้กับลูกค้าตลอดไป โดยบริษัทให้ข้อเสนอแก่ลูกค้าว่าจะส่งสินค้าที่ลูกค้าต้องการเป็นประจำ เช่น การแฟ ในราคาต่อหน่วยที่ต่ำลง กำไรต่อหนึ่งหน่วยที่ขายได้ของบริษัทอาจจะลดลงไปบ้าง แต่บริษัทก็ยังคงสามารถอยู๋รอดได้ เนื่องจากมีสัญญาการสั่งซื้อสินค้าในระยะยาวจากลูกค้านั่นเอง






Outsourcing


9. บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นิยมว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเพื่อประกอบกิจกรรมบางอย่าง หรือ หน้าที่บางอย่างแทนตน (Outsourcing) คิดเป็นร้อยละ 60 ทีเดียว มีบางรายที่ว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ ทำให้บริษัทเหล่านั้นกลายเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์เหลือน้อยอยู่มาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Rates of Return) เพิ่มขึ้นอย่างมาก






Outsourcing

10. บริษัทที่ว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเพื่อทำงานบางอย่างแทนตนต่างประสพความสำเร็จทำให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในกรณีตัวอย่างของผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆส่วนใหญ่ชอบที่จะทำงานกับหุ้นส่วนเพียงรายเดียวที่เป็นผู้ขายวัตถุดิบให้ตนเอง และ เป็นผู้ออกแบบระบบการผลิตทั้งหมดให้ตน (เช่นระบบเบรค ระบบการจัดวางที่นั่่งในรถยนต์ เป็นต้น) บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปของบริษัทเครือข่ายกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจของตน





Franchise


11. ทีมงานขายของบริษัทจำนวนมาก มีลักษณะเป็นผู้รับสิทธิสัมปทานการขาย (Franchise) แทนที่จะเป็นพนักงานของบริษัท โดยที่บริษัทเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือการขายที่ทันสมัย สนับสนุนให้มีการนำเสนอขายด้วยระบบมัลติมีเดีย และจัดเตรียมข้อเสนอและสัญญาตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย






ecommerce

12. ผู้ซื้อส่วนใหญ่ชอบที่จะพบพนักงานขายทางหน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าที่จะพบในสำนักงาน การขายโดยบุคคลมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นผ่านอิเลคทรอนิกมากขึ้นซึ่งผู้ซื้อกับผู้ขายจะมองเห็นหน้ากันได้ก็เฉพาะทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น พนักงานเดนทางน้อยลง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายตั๋วโดยสารเครื่องบินของสายการบินต่างๆลดลง พนักงายขายที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือ บุคคลที่มีข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือ เป็นที่ชื่นชอบของบุคคลทั่วไป และเป็นนักฟังที่ดี





Online Marketing


13. การโฆษณาผ่านสื่อมวลชนอย่างสื่อโทรทัศน์ลดลงอย่างมาก อันเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคมีรายการโทรทัศน์ต่างๆได้รับชมถึง 500 ช่อง หนังสือพิมพ์และนิตยสารก็จะยิ่งมีน้อยลงไปอีก นักการตลาดในปัจจุบันจึงสามารถเข้าถึงตลาดเป้าหมายของตนได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นด้วยการโฆษณาผ่านนิตยสารออนไลน์เฉพาะอย่าง และข่าวสารของกลุ่มสมาชิกในเวบไซด์ด้วยกัน






Benchmarking



Benchmarking


14. บริษัทหลายแห่งสามารถรักษาความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน (นอกเหนือไปจาก สิทธิบัตร ลิขสิทธิ ทำเลที่เหนือกว่า ข่าวสารข้อมูลที่พร้อมมูล เป็นต้น) ผู้แข่งขันสามารถลอกเลียนแบบความได้เปรียบของบริษัทได้อย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น การใช้เกณฑ์ที่ดีที่สุดในการประเมินผลการดำเนินงาน (Benchmarking) การเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างการทำงาน (Reverse Engineering) เป็นต้น บริษัทต่างๆมีความเชื่อว่า ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันของตนขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และเปลี่ยนแปลงตนเองได้เร็วขึ้น





Reverse Engineering



กลับมาสู่สภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ คือ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดของท่านให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด บริษัทที่ประสพความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน ได้ทำตลาดสินค้าของคนเองให้ไปถึงยุค 2005 แล้ว


บทคัดย่อ

บริษัทที่ประสพความสำเร็จ คือ บริษัทที่สามารถจัดการกลยุทธ์การตลาดของบริษัทให้ทันสมัยหรือกฏเกณฑ์ทางการตลาดที่จะได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต ?










MyAragon ธุรกิจที่รวม3เทรนด์แห่งโลกอนาคตเป็นหนึ่งเดียว
โทร.089-071-8889 คุณ อานนท์
LINE ID : jumbolife







FoodMatrix นวัตกรรมสารอาหารเพื่อสุขภาพ 

จากงานวิจัยรางวัลโนเบลปี1999

รายละเอียดเพิ่มเติม

www.VivaAragon.com






วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

7 เคล็ดลับเพื่อการทำ Viral Web Marketing


7 เคล็ดลับเพื่อการทำ Viral Web Marketing

Image

เบื้องหลังความสำเร็จของ HotMail, ICQ หรือแม้แต่สินค้าชั้นนำต่างๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำ Viral Marketing ซึ่งการทำการตลาดในแบบนี้ได้สร้างการเติบโตทั้งในเรื่องแบรนด์สินค้า และยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก เพียงแต่ต้องมีไอเดียเจ๋งๆ เท่านั้นเป็นพอ



Viral Marketing หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการทำตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing) ถือว่าเป็นการทำตลาดที่เจ๋งสุดๆ ในยุคนี้ ลองคิดดู...แทนที่คุณจะต้องจ่ายเงินมหาศาลไปกับการซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ โฆษณาทางทีวี หรือแม้แต่การทำโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Ads) บนเว็บไซต์ แต่ด้วยศักยภาพของ Viral Marketing คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสักแดงเดียวเพื่อลงโฆษณาบนสื่อเหล่านั้น แต่แค่ปล่อยให้บรรดาแฟนคลับที่ชื่นชมสินค้า หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคุณอยู่แล้วทำงานให้กับคุณแทน

การทำตลาดแบบ Viral Marketing จะทำให้แคมเปญการตลาดของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีด้วยตัวของมันเอง แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มลุกลามไปเรื่อยๆ เหมือนกับไวรัส ด้วยการที่คุณส่งแคมเปญการตลาดที่สุดแสนจะฮา ขำ กลิ้ง หรือไม่ก็น่าสนใจสุดๆ ต่อไปให้กับเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่ออีเมลของคุณเพื่อให้ได้ร่วมดื่มด่ำกับสารพัดอารมณ์ที่คุณได้รับต่อๆ กันไป และเมื่อเกิดการส่งต่อๆ กันไปมากขึ้นก็จะเริ่มมีคนเรียกร้องต้องการรับชมแคมเปญโฆษณานั้นที่คุณสร้างขึ้นมา เพื่อจะได้รู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน เป็นอย่างที่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างที่ใครๆ กล่าวขวัญกันถึงหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพวกเขาได้รับชม ได้สัมผัสแล้ว ก็จะส่งต่อๆ ไปยังคนอื่นๆ อีก ทำให้แคมเปญการตลาดที่คุณสร้างขึ้นมานั้นถูกกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

เห็นไหมล่ะว่า Viral Marketing มีพลังมากแค่ไหน พลังของมันเรียกได้ว่าไร้ขอบเขตเกินพิกัด ซึ่งถ้าคุณใช้การทำโฆษณาด้วยช่องทางปกติอย่างที่เคยๆ ทำมาก็อาจจะได้รับผลตอบรับ หรือมีคนคลิกเข้ามาดูโฆษณานั้นแค่ 500-1,000 ครั้งเท่านั้น ซึ่งผลตอบรับระดับนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากแล้ว แต่ถ้าทำการตลาดด้วยวิธีใหม่อย่าง Viral Marketing คุณจะพบว่าโฆษณาสุดเจ๋งที่คุณคิดขึ้นมาจะมีการส่งต่อ และมีผู้เปิดดูโฆษณานั้นมากกว่านี้หลายเท่าตัว ในเวลาอันรวดเร็วซะด้วย


แต่จะทำอย่างไร?

นี่เป็นเคล็ดลับที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการทำ Viral Marketing

1. ทำให้คนดูรู้สึกอะไรบางอย่าง


เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างให้โฆษณาชิ้นนั้นมีการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน รุนแรง การนำเสนอจะต้องให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้เป็นคำพูด สามารถตัดสินสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาได้ว่าต้องการสื่ออารมณ์แบบไหนออกมา

โฆษณาของคุณอาจจะทำให้คนรู้สึกรักหรือเกลียด มีความสุข หรือกำลังโกรธอย่างไร้เหตุผล ไร้สาระ งี่เง่า หรือว่าดูฉลาดหลักแหลมอัจฉริยะเหลือหลาย น่าสงสาร น่าเวทนา หรือให้ความรู้สึกน่าเกลียด เห็นแก่ตัว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณต้องการให้คนดูได้รู้สึกไปกับโฆษณาของคุณก็คือความรู้สึกตื่นเต้นที่ถูกสูบฉีดขึ้นมาในกระแสเลือด เมื่อได้รับชมโฆษณา

อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำขึ้นมา โฆษณาที่พยายามคิดค้นขึ้นมาไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จงพยายามทำให้เป็นกลางที่สุด สามารถเข้าถึงได้หลายกลุ่มเป้าหมาย หรือทำให้มีคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบกับสิ่งที่คุณนำเสนอน้อยที่สุด เพราะการทำการตลาดแบบ Viral Marketing นั้น เป็นการทำการตลาดที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของผู้ชม 100%


2. ทำบางอย่างที่เหนือความคาดหมาย

ถ้าคุณต้องการให้คนสนใจแคมเปญการตลาดของคุณ ก็จะต้องทำอะไรบางสิ่งที่ให้ดูแตกต่าง บางสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย ลืมไปได้เลยว่าคุณกำลังจะโปรโมตสินค้าให้ดูยอดเยี่ยมแค่ไหน เพราะทุกคนคิดอย่างนี้อยู่แล้ว และจงลืมไปด้วยว่าคุณจะทำให้มันดูเจ๋งสุดๆ ไปได้เลย เพราะว่าทุกๆ คนก็คิดทำสิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน แต่คุณควรจะคิดในสิ่งที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาๆ ที่พบเห็นกันทั่วไป ไม่ใช่แนวทางเดิมๆ ที่ใครๆ ก็คิดกัน ลองกลับมุมมองแล้วคิดให้แตกต่างไปจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยเห็น ที่เคยเป็น

ถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่สามารถคลอดลูกได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่ในขณะเดียวกันไอเดียพวกนี้ก็ทรงประสิทธิภาพมากๆ เมื่อนำมาใช้กับการทำโฆษณาแบบ Viral Advertisements

และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่เคยมีใครหลับหูหลับตาเลียนแบบคนอื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตากันหรอก เพราะมันดูไม่มีกึ๋นเอาซะเลย


3. อย่าพยายามทำให้ดูเป็นการโฆษณา

ความผิดพลาดอย่างมหันต์อย่างที่ไม่น่าให้อภัยในการทำแคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ก็คือ คุณคิดว่าจะทำให้มันเป็นแค่โฆษณาที่มีคนแชร์กันดูและส่งต่อๆ กันไป ขอบอกว่าคุณคิดผิดอย่างถนัด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้ว่าการทำโฆษณาในแบบดั้งเดิมจะเป็นแค่การโปรโมตสินค้าอะไรสักอย่างที่คุณต้องการจะโฆษณา โชว์ให้เห็นว่ามันดีอย่างไร แล้วก็นำสินค้าตัวนั้นไปวางหน้าร้านหรือไม่ก็กลางเวที ดูๆ ไปแล้วก็แสนจะเชย เป็นรูปแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมานานจนคร่ำครึ ซึ่งส่วนใหญ่โฆษณาแบบดั้งเดิมพวกนี้ก็จะใช้ซูเปอร์สตาร์ ดาราหนัง นางแบบมาเป็นคนแสดงโฆษณาทั้งนั้น แต่พระเจ้าช่วย คุณเดาอะไรได้อย่างหนึ่งไหม? ไม่มีใครสนใจสินค้าของคุณหรอก ใครๆ เขาก็จ้องดารากันทั้งนั้นแหละ

Viral Marketing คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดีๆ ดูอย่าง BMW ตอนที่ทำหนังโฆษณาของ BMW ออกมา หัวใจหลักของหนังโฆษณาไม่ได้เกี่ยวกับรถเลย แต่เป็นเรื่องราว ซึ่งก็เป็นโฆษณาที่ดูเยี่ยมยอดทีเดียว หรืออย่าง Sony ที่ทำโฆษณาทีวี Bravia ออกมา แม้จะเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครที่จะจำมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเทรนด์ใหม่ของการทำโฆษณาไม่จำเป็นต้องใช้ตัวสินค้าเป็นเครื่องมือในการนำเสนอเสมอไป

เพราะฉะนั้นจงลืมอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นตัวคุณ สินค้าของคุณ หรือแม้แต่บริษัทของคุณ แต่จงมุ่งเป้าให้ความสนใจไปที่การสร้างสรรค์เรื่องราวที่ดีและน่าสนใจ แน่นอนว่าคุณสามารถนำสินค้าเข้าไปผสมผสานร่วมกันได้ แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวใจหลักของการคิดเรื่องราวเพื่อทำโฆษณา


4. มีเรื่องราวที่ต่อเนื่อง

ถ้าคนที่เพิ่งจะเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของคุณ พวกเขาก็จะคิดว่ามันน่าสนใจดี เหนือความคาดหมาย และแน่นอนว่าอารมณ์ของคนดูจะฉีดพุ่งขึ้นไปอีกระดับ เพราะมันมีการลุ้นให้ติดตามตอนต่อไป ซึ่งคุณเองก็ควรจะเอาใจใส่ที่จะทำโฆษณาตอนต่อไปออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง


แล้วตอนนี้คุณทำอะไรอยู่?

ถ้าคุณชอบที่จะทำเหมือนกับบริษัททั่วๆ ไป คุณก็คงจะทำอะไรที่ดูธรรมดา ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ น่าดึงดูด ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงทีเดียว เมื่อคุณทำให้คนดูสนใจ อยากติดตามหนังที่คุณสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องเอาใจใส่ดูแลทำออกมาให้ดี ไม่ใช่แค่ทำๆ ออกมาให้มันจบๆ ไป แต่หนังที่สร้างมันต้องมีเรื่องราวที่ดี น่าติดตามด้วย ซึ่งทางหนึ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การทำให้มากกว่าหนังปกติ มีภาคต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำได้หลายแบบ เช่น

- ทำให้เป็นหนังที่ดูพิเศษกว่าปกติ มีคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมาเป็นรายแรก เหมือนกับหนังฟิล์มของ BMW และ Nissan ที่ทำขึ้นมา
- นำเสนอในแนวของเบื้องหลังการถ่ายทำ
- ให้คนดูจับผิด หรือหาจุดที่คนทำหนังปล่อยไก่ออกมา ให้ดูคล้ายๆ กับเป็นภาพหลุด
- สร้าง Blog เกี่ยวกับขั้นตอนการถ่ายทำ เหมือนกับที่ Nissan ทำมาแล้ว
- เนื้อหามีความพิเศษ ดึงดูดใจ
- หรือจะนำเสนอทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่ว่ากัน

ที่สำคัญ อย่าสร้างหนังโฆษณาที่ปล่อยให้คนดูยืนดูเฉยๆ โดยที่ไม่ได้อะไรกลับไป แล้วก็อย่าลืมนับถอยหลังวันที่จะเผยแพร่โฆษณาชิ้นนั้น เช่น ภาพยนตร์ภาคต่อไปจะฉายในทุกๆ 2 สัปดาห์ เป็นต้น


5. เปิดให้แชร์ ดาวน์โหลด และเอาไปโชว์บนเว็บไซต์อื่นๆ ได้

การแชร์ คือหัวใจของการทำ Viral Marketing เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพยายามรังสรรค์ขึ้นมานั้นจะต้องทำให้แคมเปญโฆษณาชิ้นนั้นส่งต่อๆ กันไป เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่นง่ายที่สุด นั่นหมายความว่า คุณต้องอนุญาตให้ผู้ชมทำสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ

- ดาวน์โหลดคอนเท็นต์ในรูปแบบไฟล์ทั่วๆ ไปที่ใช้กัน เช่น ไฟล์รูปภาพในรูปแบบของ JPG, ไฟล์วิดีโอในรูปแบบของ MPG เป็นต้น

- ต้องทำให้คนดูสามารถนำคอนเท็นต์ที่คุณสร้างขึ้นมาไปโพสต์บนเว็บไซต์ของเขาได้ ซึ่งขนาดของไฟล์ก็มีความสำคัญ เพราะถ้าใหญ่เกินไปก็ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำไม่สามารถเปิดดูผ่านออนไลน์ได้

- ยอมให้ส่งต่อไปยังเพื่อนหรือผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะส่งเป็นลิงก์ไปให้ หรือจะให้ส่งคอนเท็นต์นั้นไปยังผู้อื่นโดยตรงก็ได้

- นำไปโพสต์ไว้หลายๆ เว็บไซต์ เช่น Digg.com, YouTube.com เป็นต้น

- อนุญาตให้ผู้ชม Add เว็บไซต์นั้นเข้าไปใน Bookmark ของเขาเอง

Note : คุณสามารถทำให้ง่ายขึ้นได้ ด้วยการสร้างไอคอน “share me”, “dig this” หรืออะไรก็แล้วแต่ให้ผู้ชมรู้ว่าเป็นการส่งไปต่อไปยังคนอื่นขึ้นมา


6. สร้างความสัมพันธ์ด้วยความคิดเห็น

ส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำ Viral Marketing คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม จงจำไว้ว่าเมื่อคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชม พวกเขาก็จะเริ่มตื่นเต้น และแน่นอนว่าต้องมีการพูดคุยกัน วิจารณ์สิ่งที่ได้ชมในเรื่องเดียวกัน ซึ่งความคิดเห็นต่างๆ เป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมาก ยิ่งมีคนพูดถึงมากเท่าไร ย่อมหมายถึงมีคนให้ความสนใจมากเท่านั้น

จงทำให้แคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ของคุณเข้าไปอยู่ในใจของคนดู ด้วยการสร้างอารมณ์ของเนื้อเรื่องให้มีความชัดเจน มีความน่าจดจำ ตราตรึงติดอยู่ในสมอง ในจิตใจของคนดู นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้คนดูชอบโฆษณานั้นจริงๆ จังๆ หรือไม่ก็ทำให้คนรู้สึกแย่มากๆ จะได้พูดถึงกันไปปากต่อปาก กระจายข่าวกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณจะต้องทำใจยอมรับความคิดเห็นทั้งดีและไม่ดีที่จะเกิดขึ้น และจะต้องต้อนรับทุกความคิดเห็นที่เข้ามา แต่ในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องศึกษา คาดการณ์ล่วงหน้า และตั้งรับกับสงครามการต่อต้านจากผู้ชม รวมทั้งคู่แข่งของคุณด้วย

จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นความผิดบาปอะไรนักหนาถ้าคุณจะลบความคิดเห็นของคนที่ตั้งใจเข้ามาโจมตีคุณทิ้งไปบ้าง แต่ในขณะเดียวกันคุณจะผิดและบาปอย่างมากถ้าคุณลบความคิดเห็นของคนที่แค่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ หรือมีความคิดในทางด้านลบกับโฆษณาของคุณที่สร้างขึ้นมา

การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นหมายถึงการส่งความคิดเห็นกลับมา ดังนั้นอย่าใส่ความคิดเห็นลงไปถ้าคุณไม่ต้องการที่จะให้ใครมาสร้างสัมพันธ์กับตัวคุณ


7. อย่าจำกัดการเข้าชมเด็ดขาด


Viral Marketing เป็นการสร้างแคมเปญการตลาดที่ทำให้มันมีชีวิตด้วยตัวเอง เหมือนกับการทำงานของไวรัส ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า Viral เป็นคำ Adjective มีความหมายว่า เกี่ยวกับ หรือเกิดจากเชื้อไวรัส (Virus) ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รูปแบบการทำงานในแบบ Viral Marketing จะเหมือนกับไวรัสที่ต้องการอิสระ เพื่อส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ง่ายๆ เพียงแต่ไม่มีอันตราย หรือน่ารังเกียจเหมือนกับไวรัสเท่านั้นเอง

ดังนั้นเพื่อให้การเข้าชมเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ไม่ถูกจำกัด จึงต้อง

- อย่าให้ผู้ชมลงทะเบียน
- ไม่ต้องสมัครสมาชิก
- ไม่ต้องดาวน์โหลดด้วยซอฟต์แวร์พิเศษ
- ไม่มีการล็อกรหัส
- ไม่ต้องทำอะไรก็ตามเพื่อให้ได้ลิงก์โฆษณาที่ถูกต้องมา

การทำโฆษณาแบบ Viral Marketing นั้น ไม่ต้องการให้งานโฆษณาดูลึกลับ หรือถูกเก็บเป็นความลับ แต่ต้องการให้ทุกคนได้เห็นได้รับชมกันอย่างถ้วนหน้า

ที่มา:ecommerce-magazine